b61598c7da8586c0182b983dfe5b9e1a_0

การปลูกบอนไซ ตะโก

การปลูกบอนไซ ตะโก

2f863cef56d311d8b49bd4765d40a20a

ตะโกนา

         บอนไซต่างประเทศ บอนไซที่สั่งมาจากต่างประเทศนั้น ก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ขุดจากป่ามากนัก เนื่องจากก่อนการนำเข้าประเทศ ส่วนมากมักจะถูกล้างรากก่อน แล้วห่อหุ้มรากด้วยมอสส์แห้งหรือสาหร่ายแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม (ต้นไม้ทุกชนิดไม่ชอบให้รากฝอยอยู่ในอากาศ หรือหุ้มด้วยมอสส์โดยปราศจากดิน) ถึงจะนำเข้าประเทศได้ ข้อดีก็คือ ต้นไม้ถูกเลี้ยงอยู่ในกระถางบอนไซอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นระบบรากของต้นไม้จะสมบูรณ์ และพร้อมที่จะเจริญเติบโตต่อไปถ้าหากได้รับการปลูกลงในกระถางอย่างดี ดินผสมที่ถูกต้อง ปัญหาใหม่มักจะขึ้นกับดินฟ้าอากาศเสียเป็นส่วนมาก ไม้แคระบางพันธุ์เป็นต้นไม้ที่ชอบขึ้นในเมืองหนาวโดยเฉพาะ เช่น สนจูปิเตอร์ ( Juniperus chinensis) สนดำ ( Pinus thunbergil) สนเข็มห้าใบ  Pinus parviflora)  ควินส์  (Chaenomeles sinesis) เมเปิล  (Acer paimatum)  อาซาเลีย  (Rhododendron indicum) ฯลฯ เป็นต้น ต้นไม้เหล่านี้เมื่อปลูกเลี้ยงในที่ๆอากาศเปลี่ยนแปลงมักจะอ่อนแอ มีความต้านทานโรคน้อย ในการปลูกเลี้ยงจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดียิ่งเท่านั้น ไม้แคระเหล่านี้จึงจะรอดอยู่ได้

การเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ เป้นวิธีที่ลงทุนน้อยกว่าสองข้อแรก แต่จะต้องมีความอดทน รอจนกว่าต้นไม้จะโตพอที่จะทำเป็นบอนไซ การทำบอนไซด้วยวิธนี้จะได้รับผลที่คุ้มค่า เนื่องจากสามารถดัดทรงต้น (FORM) ได้ตามความต้องการตั้งแต่ต้นไม้ยังเล็กๆ การทำกิ่งก้านสาขาก็สามารถกระทำได้อย่างถูกต้อง พันธุ์ไม้ที่ใช้ทำเป็นบอนไซนั้นมีอยู่มากชนิด  แต่ละชนิดก็มีความต้องการในเรื่อง ดินปลูก การให้น้ำ การให้ปุ๋ย ขนาดของกระถาง แสงแดดไม่เท่ากัน บางต้นเลี้ยงง่าย บางต้นเลี้ยงยาก บางต้นเหมาะที่จะทำเป็นบอนไซขนาดใหญ่  บางต้นเหมาะที่จะทำเป็นบอนไซขนาดเล็ก

ผู้ เขียนได้พยายามศึกษาถึงนิสัย และความต้องการของต้นไม้เหล่านี้ พยายามรวบรวมรายละเอียดในวิธีการปลูกเลี้ยง และได้สอบถามถึงประสบการณ์ของผู้เลี้ยงบอนไซหลายท่านเท่าที่จะกระทำได้ ซึ่งวิธีการนี้อาจจะไม่เหมือนกับที่อีกหลายท่านได้ศึกษาค้นพบ เพราะฉะนั้น วิธีปลูกเลี้ยงบอนไซที่จะเขียนถึงนี้อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด  แต่คงจะมีประโยชน์บ้างวำหรับผู้เริ่มเลี้ยงไม้แคระอีกหลายๆท่าน

การปลูกบอนไซ  ” ตะโก “

การปลูกบอนไซ  " ตะโก "

การปลูกบอนไซ ” ตะโก “

การปลูกบอนไซ  " ตะโก "

การปลูกบอนไซ ” ตะโก “

ดินปลูก    ตะโก ที่ใช้ทำบอนไซเป็นต้นไม้ที่ขุดมาจากป่าทั้งหมด ไม่นิยมตอนกิ่งหรือเพาะเมล็ด เนื่องจากเจริญเติบโตช้า โดยธรรมชาติแล้วตะโกจะขึ้นในที่ดอน ไม่มีน้ำขัง ดินตุ้มที่ขุดมานั้นก็มีปุ๋ยและแร่ธาตุอยู่ไม่มากนัก ฉะนั้นเมื่อเปลี่ยนดินควรจะปรับปรุงดินในกระถางให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติและ ให้มีอินทรียวัตถุ ดินที่นำมาปลูกควรจะเป็นดินร่วนหรือดินจากท้องร่องสวนตากให้แห้ง ดิน 7ส่วนผสมใบไม้ผุ 3 ส่วน หรือใช้ดินลูกรังผสมกับปุ๋ยคอกในอัตราเดียวกันก็ใช้ได้

ดินปลูก ตะโก

ดินปลูก ตะโก

การเปลี่ยนดิน  ตะโกเป็นไม้ที่มีการแตกรากช้ากว่าพันธุ์ไม้บอนไซทั่วๆไป ระยะเวลาของการเปลี่ยนดินของตะโกขึ้นกับปริมาณดินในกระถาง ถ้าหากดินในกระถางมีปริมาณมากควรเปลี่ยนดินทุกๆ 3-4 ปี ถ้าหากเป็นไม้จิ๋วควรเปลี่ยนดินทุกๆ 1-2 ปี หรือจะสังเกตได้จากการแตกกิ่งก้านของต้นไม้ เมื่อตะโกได้รับการดูแลอย่างดีแล้ว ตะโกจะให้รายละเอียดของกิ่งก้าน และใบเพิ่มขึ้นมาก ขณะเดียวกันรากก็จะวิ่งวนอยู่ที่ก้นกระถางมากเช่นกัน ถ้าหากทิ้งไว้นานไป ตะโกมักจะทิ้งกิ่งและเหลือปริมาณกิ่งน้อยลง ใบมีจำนวนน้อยลง แต่จะแตกใบใหญ่ขึ้น ถ้ายังทิ้งไว้ต่อไปอีกใบจะเริ่มซีดเป็นสีเหลือง เนื่องจากรากไม่สามารถหาอาหารเลี้ยงใบได้เพียงพอ
การเปลี่ยนดินไม่ควรล้างรากตะโกถ้าไม่จำเป็น เนื่องจากรากฝอยของตะโกบอบบางขาดง่าย และมีประการหนึ่งตะโกไม่ชอบให้รากอยู่ในอากาศ คนโบราณบอกว่าจะทำให้รากปวดแสบปวดร้อน และจะทำให้รากแห้งโดยง่าย ฉะนั้นวิธีที่ดีแล้วควรจะให้ดินหุ้มรากอยู่เสมอในขณะเปลี่ยนดิน โดยการใช้มีดที่คมเฉือนดินรอบต้นออก และเฉือนดินก้นกระถาง (ส่วนมากมักจะมีแต่ราก) ประมาณ1-2 นิ้ว ให้ดินเหลือยู่ประมาณ 2 ใน 3 และในขณะที่เฉือนดินควรระวังอย่าให้ดินที่ติดต้นนั้นแตกร้าว ใช้กรรไกรบอนไซตัดแต่งรากที่โผล่ออกมาจากดินให้เรียบร้อย เสร็จแล้วเด็ดใบออกให้หมด รองก้นกระถางด้วยกรวดขนาดเล็ก หนาประมาณครึ่งนิ้ว ถ้ากระถางเล็กให้ลดลงตามส่วน ใส่ดินผสมรองก้นกระถางด้วยดินที่เตรียมไว้ วางตะโกที่แต่งดินไว้เรียบร้อยแล้วลงไป นำดินผสมหรือดินลูกรังใส่รอบๆตุ้มดินจนเต็มกระถาง รดน้ำให้ชุ่ม แล้วนำตะโกที่เปลี่ยนดินเรียบร้อยแล้วไปวางไว้ในที่ร่มรำไร จนกว่าตะโกจะแตกใบ แล้วนำออกเลี้ยงกลางแจ้งตามปกติต่อไป

การดูแล

การดูแล

การให้ปุ๋ย   การให้ปุ๋ยตะโกนั้นแตกต่างกันออกไป ปกติแล้วควรจะให้ปุ๋ยเคมีอย่างเจือจางหรือให้ปุ๋ยคอกประมาณ 2-3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง และควรงดการให้ปุ๋ยในฤดูหนาว เนื่องจากตะโกเป็นต้นไม้ที่ที่มีการหยุดพักการเจริญเติบโตในฤดูหนาว ถ้าหากเป็นไม้จิ๋วอาจจะสามารถรดปุ๋ยได้บ่อยกว่าที่กล่าวมาแล้ว

การให้ปุ๋ย

การให้ปุ๋ย

 

มาจาก http://www.bonsaibaan.com

0img_1605

การตอนไม้ เพื่อทำบอนไซ

การตอนไม้เพื่อทำบอนไซ

กิ่งที่ดูสวยงาม

กิ่งที่ดูสวยงาม

คำ ว่า ตอน นี้เป็นภาษาไทยที่น่าพิศวง ถ้าใช้กับมนุษย์และสัตว์ก็หมายไปในทางลบ คือการกระทำเพื่อมิให้มีการแพร่พันธุ์ต่อไปเป็นการยับยั้งมิให้ปริมาณเพิ่มขึ้น แต่เมื่อนำมาใช้กับต้นไม้ การตอนกลับเป็นการกระทำเพื่อขยายปริมาณให้มาก การตอนต้นไม้เขาทำกันอย่างไร เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่กสิกรและนักเล่นต้นไม้ย่อมทราบกันอยู่ทั่วไป แต่เพื่อความสมบูรณ์ของเรื่องนี้ จึงขอนำมากล่าวไว้บ้าง

การ ขยายพันธุ์โดยวิธีตอนดีกว่าการปักกิ่งชำหลายประการ คือสามารถเลือกกิ่งใหญ่ๆรวมทั้งกิ่งสาขาตอนแยกออกมาได้เป็นต้นเดียว และอาจรักษาใบไว้ได้ด้วย ฉะนั้นเมื่อนำกิ่งตอนมาทำบอนไซ จึงใช้เวลาน้อยกว่ากิ่งชำหรือเพาะเมล็ด นอกจากนั้นยังอาจเลือกกิ่งที่มีรูปพรรณสัณฐานที่จะนำมาเป็นบอนไซที่งามต้น ใหม่อีกต้นหนึ่งได้ทันที และในเวลาเดียวกันอาจเป็นการแต่งต้นเดิมให้มีรูปทรงดีกว่าเก่า กิ่งตอนดีกว่าเพาะเมล็ดเพราะสามารถได้กิ่งใหญ่และไม่มีรากแก้วง่ายกว่าการ ปลูกและการตกแต่ง

การ ตอนต้นไม้ก็คือการกระทำแก่กิ่งไม้ให้เกิดเป็นแผลที่จะทำให้การส่งอาหารและ น้ำไปยังปลายและบริเวณกิ่งที่ต้องการตอนไม่สะดวก ทำให้กิ่งนั้นมีความจำเป็นต้องสร้างรากเพื่อหาอาหารของตนเอง และผู้ตอนก็ถือโอกาสนี้นำความชื้นไปพอกไว้ตรงบริเวณแผล รากก็ย่อมจะออกมาหาอาหาร เมื่อรากแก่ได้ขนาดก็ตัดเอากิ่งที่ติดรากนั้นออกมาปลูกเป็นต้นใหม่

การ ตอนต้นไม้แบ่งออกได้เป็นสองอย่าง คือตอนส่วนบนให้รอยตอนถูกอากาศได้ กับการตอนส่วนล่างคือ ใช้ดินทับหรือทาบกิ่งลงในดินมิให้รอยตอนถูกอากาศ การตอนส่วนบนอาจทำได้ 3 วิธี คือเมื่อเลือกบริเวณที่ต้องการจะตอนได้แล้ว วิธีแรกใช้ลวดทองแดงรัดและขันให้แน่นที่กิ่งต่ำลงมาสักหนึ่งนิ้วจากบริเวณ ที่ต้องการให้รากงอก วิธีนี้เป็นการห้ามมิให้รากส่งน้ำเลี้ยงและอาหารขึ้นไปสู่กิ่งที่ต้องการตอนทำนองเดียวกับคนที่ถูกงูกัด เราก็ใช้ผ้ารัดมิให้พิษงูแล่นขึ้นไปสู่หัวใจ การใช้ลวดทองแดงก็เพื่อมิให้เกิดสนิม ต่อจากนั้นก็ใช้กาบมะพร้าวหรือมอสที่ชุ่มน้ำหุ้มตรงรอยลวดมัดให้แน่น ขนาดของสิ่งที่หุ้มนี้ควรจะเป็นสามเท่าของขนาดของกิ่งเพื่อเก็บความชื้นได้ มาก และใช้แผ่นพลาสติคสใสหุ้มอีกชั้นหนึ่ง  ใช้ ลวดหรือเชือกมัดหัวมัดท้าย ตอนบนปล่อยให้ขอบพลาสติคยื่นเลยมอสออกไปเพื่อสะดวกในการรดน้ำ การใช้พลาสติคใสจะมีประโยชน์ที่ทำให้แสงแดดส่องถึง  และ เมื่อมีรากออกมาก็จะเห็นได้ง่าย เมื่อรากงอกออกแล้วอย่าใจร้อน ถ้ารีบตัดตั้งแต่รากยังอ่อนต้นไม้มักจะตาย ควรรอจนเห็นรากสีน้ำตาล การใช้เวลาตอนช้าเร็วเพียงไรสุดแต่ลักษณะของต้นไม้นั้น บางอย่างก็ออกรากเร็ว เช่นต้นไทรราว  15 วันก็ตัดกิ่งมาปลูกได้ บางอย่างช้าจนไม่น่าเชื่อ เคยตอนไม้ดัดชนิดหนึ่งที่มีผู้ได้มาจากเขมร ใบคล้ายๆตะโก แต่บางและยาวกว่า ต้องใช้เวลาถึง 4 เดือน ต้นไม้ของญี่ปุ่นบางชนิด เขาใช้เวลาเป็นปี

วิธี ที่สองใช้มีดเฉือนลงไปในกิ่งให้ลึกประมาณ 1 ใน 3 ของกิ่ง แล้วเอาเศษกระเบื้องหรือก้นกรวดเหน็บที่แผลไว้เพื่อป้องกันมิให้แผลกลับติด กัน วิธีที่สามก็ใช้วิธีปอกเปลือกอย่างที่เราตอนต้นไม้กันอยู่ทั่วไป วิธีนี้บางทีก็ทำให้กิ่งตายได้ เมื่อปอกเปลือกแล้วควรจะทิ้งไว้สักวันหนึ่ง  เพื่อให้แผลแห้งเปลือกจะไม่ได้ลามไปติดกันอีก        ขั้นต่อไปของสองวิธีนี้ก็คือการเอากาบมะพร้าวหรือมอสหุ้มและห่อด้วยแผ่นพลา สติคดังได้กล่าวไว้แล้วในวิธีที่หนึ่ง

ความ สำคัญเรื่องการตอนต้นไม้นี้ก็อยู่ที่ต้องรดน้ำทุกวัน อย่าให้ขาดน้ำ ถ้าปล่อยให้แห้งกิ่งอาจจะตาย และคอยสังเกตรากจนแก่ได้ที่แล้วจึงตัด ก่อนจะปลูกลงกระถางควรพยายามเอามอสที่ติดรากออกเสียก่อน ตอนนี้ต้องใช้ความประณีตหน่อย เพราะถ้าดึงไม่ดี รากจะขาดอาจทำให้กิ่งตายได้ ฉะนั้นถ้าเห็นว่าจะเอาออกไม่หมดได้ก็ปล่อยให้ติดรากไปจะดีกว่า ควรเอาลงปลูกกระถางธรรมดาเสียก่อน และอย่าลืมปักไม้มัดให้แน่น รอจนรากเต็มกระถางแล้วจึงเปลี่ยนลงกระถางบอนไซ ตอนนี้จะตัดแต่งรากอย่างไรก็จะไม่ตาย เมื่อลงกระถางบอนไซได้รูป

DSC_7498

การตัดกิ่งชำเพื่อทำบอนไซ

การตัดกิ่งชำเพื่อทำบอนไซ

                การ ตัดกิ่งปักชำบอนไซนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่นักเล่นต้นไม้กระทำกันอยู่ เกือบไม่ต้องมีการอธิบายในที่นี้ จึงใคร่ขอเสนอข้อเท็จจริงบางประการเท่าที่ได้พบมาเท่านั้น ตามธรรมดาต้นไม้ที่เป็นไม้ประเภทยืนต้นย่อมตัดกิ่งมาปักชำได้ เว้นแต่บางพวกที่มีโพรงในลำกิ่ง เช่น มะเดื่อใช้ปักชำได้ ไม้พวกมียางปักชำได้ง่ายกว่าไม้ธรรมดา เช่น ยางอินเดีย ไทร  จะ ขอเล่าวิธีปักชำของญี่ปุ่นเสียก่อน ซึ่งเข้าใจว่าจะนำมาใช้กับการปักชำในเมืองไทยไม่ได้ทั้งหมด เพราะพันธุ์ไม้และดินฟ้าอากาศแตกต่างกัน วิธีของญี่ปุ่นนั้นในเบื้องต้นเขาให้เลือกกิ่งที่แข็งแรงจากบอนไซเองที่โต เกินไปแล้วหรือจากต้นไม้ธรรมดา สำหรับไม้ชนิดที่ผลัดใบอยู่แล้ว ก็ตัดเอาจากต้นไม้ธรรมดา ตัดขนาดเพียง 2 นิ้วครึ่ง และถ้าเป็นไม้ที่มีใบอยู่ก็ตัดออกเสียราว 3 ใน 4 ส่วนของทุกใบคงเหลือไว้เพียง 1 ใน 4 การที่ต้องตัดใบออกเสียบ้างเช่นนี้เพื่อป้องกันมิให้น้ำระเหยจากกิ่งมากเกิน ไป รอยกิ่งที่ตัดมาจะแต่งด้วยมีดคมๆ ตัดครั้งเดียวให้ขาดเป็นรูปปากฉลาม การใช้มีดคมตัด ดีกว่าการใช้กรรไกร เพราะการหนีบด้วยกรรไกรทำให้กิ่งช้ำ ญี่ปุ่นเขาใช้วิธีชำต้นไม้หลายๆกิ่งรวมกันในกระถางเดียว กระถางชำเตรียมดินร่วนไว้ไม่ต้องใส่ปุ๋ย บางคนก็ใช้ผงฮอร์โมนสำหรับต้นไม้ทารอยแผลที่ตัดไว้เสียก่อนเพื่อทำให้รากออก เร็ว แต่ข้อนี้ไม่ใช่เป็นของจำเป็นเขาปักกิ่งไม้ลงในดิน 3 ใน 4 ส่วน ของความยาวของกิ่งตัดไว้ และห้ามมิให้ฝังใบติดลงไปในดินด้วย รดน้ำด้วยกระป๋องฝักบัว เพื่อให้กำลังน้ำอ่อนจะได้ไม่พัดกิ่งโยก  ใน ระยะแรกเขาจะหาที่วางกระถางให้ร่มๆไว้ก่อน และรดน้ำวันละหลายครั้ง ทำให้ใบชุ่มน้ำอยู่เสมอ หลังจากนั้นสองสัปดาห์จึงเอาออกมาเพื่อจึงเอาออกมาให้ถูกแดดเฉพาะตอนเช้า วันละสัก 2-3 ชั่วโมง ต่อมาอีกสัก 1-2 เดือน จึงยกกระถางออกมาให้ถูกแดด เต็มที่ แล้วก็เริ่มให้ปุ๋ยอ่อนๆได้ญี่ปุ่นเขาจะแยกกิ่งจากกระถางรวมภายหลังการปังกิ่ง 1 ปี และต้องใช้เวลาดัดตัดแต่งอีกราว 4-5 กิ่งที่ปักชำจึงจะเจริญเติบโตมาเข้าลักษณะบอนไซตามที่เจ้าของต้องการ

สำหรับ การปักชำไม้ในประเทศไทยนั้น คิดว่าทำได้ง่ายกว่าในญี่ปุ่นมาก เพราะอากาศของเรามีความชื้นมากกว่าและทั้งไม่มีฤดูหนาวอันจะก่อให้เกิดความ ความชะงักงันแก่ต้นที่เคยทำมาวิธีที่ตัดโคนกิ่งด้วยมีดด้วยมีดให้เป็นรูปปาก ฉลามนั้นเหมาะดี เพราะโคนกิ่งจะเน่ายากหน่อย แต่ก็เคยใช้ยากันเน่าหรือปูนแดงทาเสียก่อนด้วย ก็ช่วยได้มาก ข้อสำคัญอย่าให้โคนเน่าเสียก่อนก็มีหวังแตกราก

ดินที่ใช้ในการปักชำบอนไซเคยใช้ดินล้วนๆก็มี ทรายล้วนก็มี แต่บางทีก็ลองผสมให้ดินร่วนก็มี แต่บางทีก็ลองผสมให้ดินร่วน  เช่น ใส่ทรายและอิฐหักลงไปด้วยก็เห็น ก็เห็นกิ่งชำแตกรากอยู่เสมอ แตกเร็วบ้างช้าบ้าง แล้วแต่อายุ ของกิ่งและฤดูที่ปักชำเห็นว่าการปักชำในระหว่างฤดูฝนให้ผลแน่นอนกว่าฤดูแล้ง หรือหนาว แตกรากอยู่เสมอ  ต่อมาเมื่อปักชำหลายครั้งเข้าก็พบว่าอีกวิธีหนึ่งได้ผลมากกว่าจึงขอนำมากล่าวไว้ในที่นี้ด้วย  คือ การใช้ขี้เถ้าแกลบ ใช้กระถางขนาด 4-6 นิ้ว ชั้นล่างใส่อิฐหักทุบก้อนเล็กๆ รองกันไว้สัก 1 นิ้ว ตอนบนใส่ขี้เถ้าแกลบขึ้นมาจนเต็ม รดน้ำและกดให้แน่น นำกิ่งชำที่แต่งไว้เรียบร้อยแล้ว คือตอนโคนตัดด้วยมีดคมเป็นรูปปากฉลามทาแผลที่โคนด้วยยากันเน่าหรือปูนแดง กิ่งชำไม่ควรยาวเกิน 6 นิ้ว เพราะเกรงว่าน้ำเลี้ยงจะขึ้นไปไม่ถึงยอด ใบที่ติดกิ่งอยู่ตอนโคนปลิดออกเหลือแต่ใบตอนบน ใบที่เหลือก็ควรขลิบออกเสียสักครึ่งหนึ่งหรือ 3 ใน 4 เพื่อมิให้คายน้ำในต้นมาก ใช้ไม้ปักขนาบกิ่งและผูกเชือกให้แน่น เพื่อกันมิให้โยกเมื่อถูกลมหรือรดน้ำการชำนี้แยกชำกระถางละ 1-3 กิ่งเท่านั้นมิได้ชำรวมมากๆกิ่งแบบญี่ปุ่น ฉะนั้นถ้าหาขวดปากกว้างได้ เช่น ขวดกาแฟผงก็ใช้ขวดครอบกิ่งไว้อีกชั้นหนึ่ง ปากขวดแคบกว่ากระถางก็จะเหลือที่ของกระถางให้รดน้ำได้ หรือจะใช้ถุงพลาสติคใสหุ้ม แทนขวดก็ได้ วิธีนี้จะช่วยเก็บความชื้นไว้ได้มาก ทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อย กิ่งไม้ชำอยู่ในขี้เถ้าแกลบนี้ สัก 2-3 สัปดาห์ก็จะเห็นกิ่งใหม่และใบใหม่แตกออกมา รออีกสัก 2-3 สัปดาห์เมื่อเห็นว่าใบใหม่แก่ดีแล้วก็แสดงว่า มีรากแตกมากก็แยกออกปลูกในกระถางและใช้ดินได้  ตอน ที่เอาออกจากกระถางชำจะเห็นราแตกเต็ม การที่ใช้ขี้เถ้าแกลบซึ่งโปร่งและเบาทำให้ช่วยรักษารากมิให้ขาด ฉะนั้นขี้เถ้าแกลบที่ติดรากอยู่บ้างก็ไม่จำเป็นต้องล้างออก ปลูกลงดินไปเลยก็ได้ ถ้านำมาล้างขี้เถ้าแกลบออกเสียก่อนอาจทำให้รากขาดได้

ไม้ ที่นำมาปักชำนั้น โดยปกติตัดจากตอนยอดของกิ่งและเป็นไม้ขนาดเล็กความยาวไม่ควรเกิน 6 นิ้ว กิ่งลักษณะนี้มักปักชำได้ง่าย แต่มีข้อยกเว้นอยู่อย่างหนึ่ง คือต้นไทร กิ่งใหญ่มักปักชำได้ง่ายกว่ากิ่งเล็ก เคยลองตักกิ่งขนาดเท่าแขนยาวราวหนึ่งเมตร เอาลงมาปักลงในพื้นทรายเฉยๆโดยไม่ต้องใช้กระถางไม่เกิน  3 สัปดาห์ ก็แตกกิ่งอ่อนและรากพอจะขุดขึ้นจากกระถางได้แล้ว อย่างไรก็ดีกิ่งชำนี้เมื่อได้มาแล้วควรจะรีบทำการชำทันทีอย่าทิ้งไว้นาน อัตราการออกรากจะสูงมากกิ่งที่ทิ้งไว้ 2-3 วันแล้วจึงชำมักจะออกรากยาก เว้นแต่ได้มีการรักษาความชื้นของกิ่งช่วยไว้บ้าง เช่น แช่น้ำทางโคนกิ่งหรือพรมน้ำให้ชุ่มใส่ถุงพลาสติคเป่าลมมียางรัดแน่นไว้ ก็จะช่วยให้การชำได้ผลกว่าที่จะปล่อยกิ่งตัดไว้ตามบุญตามกรรมหลายวันก่อนปักชำ

การตัดกิ่งชำ

การตัดกิ่งชำบอนไซ

13-20110807124542

การติดตาต่อกิ่งบอนไซ

การติดตาต่อกิ่งบอนไซ

               การติดตาหรือต่อกิ่งสำหรับไม้บอนไซก็ใช้วิธีอย่างที่ทำกันทั่วๆไป การต่อกิ่งอาจทำได้สองวิธี คือทาบกิ่งข้างๆ หรือต่อยอดบน  การติดตาก็อาจเลือดติดในที่ๆเหมาะ วิธีนี้ใช้สำหรับไม้ที่หายากหรือเจริญยาก อาศัยตอไม้ชนิดเดียวกันที่มีความแข็งแรง ทั้งอาจมีประโยชน์ที่ต้องการไม้หลายชนิดในตระกูลเดียวกันให้มาอยู่ในกระถาง เดียวกันโดยอาศัยตอๆเดียว เช่นจะทำเฟื่องฟ้ากระถางหนึ่งให้มีหลายสี ก็เลือกเฟื่องฟ้าสีต่างๆ มาต่อกิ่งไว้ในโคนเดียวกัน นอกจากนั้นจะมีประโยชน์ในกรณีที่ต้องการขยายพันธุ์ไม้ชนิดหายากให้ได้มากต้น ขึ้น วิธีติดตาและต่อกิ่งย่อมเป็นที่ทราบกันทั่วไป สำหรับนักเล่นต้นไม้จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวไว้ในที่นี้

การติดตาต่อกิ่ง

การติดตาต่อกิ่งบอนไซ

การติดตาต่อกิ่งบอนไซ

 

photo 1

การจัดหาต้นไม้เพื่อทำบอนไซ

การจัดหาต้นไม้เพื่อทำบอนไซ

บอนไซเมื่อจัดแต่งแล้ว

บอนไซเมื่อจัดแต่งแล้ว

การทำบอนไซเป็นเรื่องการหาต้นไม้มาใส่กระถางในที่บังคับ และกำหนดให้เติบโตโดยมีรูปพรรณสัณฐาน ตามความต้องการของเจ้าของ  ฉะนั้นการได้ต้นไม้มาจึงเป็นจุดเริ่มต้น ของการปลูกบอนไซ หลักทั่วไปก็ควรเป็นต้นไม้ยืนต้น และ สามารถมีอายุยืนนานยิ่งนานเท่าใดก็จะทำให้บอนไซมีค่ามากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นจึงควรมุ่งถึงพันธุ์ไม้เนื้อแข็งจะเป็นต้นอะไรก็ได้ อย่างไรก็ดีญี่ปุ่นเขาก็ไม่จำกัดและถือเป็นหลักเคร่งครัดนัก ส่วนมากไม้ของญี่ปุ่นมักเป็นต้นเมเปิ้ล นอกจากนั้นก็มีไม้ผล เช่น แอปเปิล พลำไม้ดอกเขาก็ใช้ Azelea และเฟื่องฟ้า เคยเห็นต้นไผ่ก็มี อีกอย่างหนึ่งที่เขาเอามาทำบอนไซ คือ ซูวาโบกี (ligularia tussilaginea) ซึ่ง เป็นไม้กอ ลักษณะ คล้ายบัว บีใบกลมๆ คล้ายใบบัว ออกดอกสีเหลืองคล้ายดวงเรือง วิธีได้พันธุ์ไม้ มาก็มีหลายอย่าง คือ การซื้อจากร้านขายต้นไม้ การเพาะเมล็ด การติดตา ต่อกิ่ง การตัดกิ่งชำ การตอนและแยก และการขุดต้นจากป่า ดังจะขอแยกเรื่องออกศึกษาเป็นเรื่องๆ ดังต่อไปนี้

1.การซื้อ

การ ซื้อต้นไม้จากผู้นำมาขายจากต่างจังหวัดและตามร้าน ขายต้นไม้เป็นวิธีง่ายและเหมาะสำหรับผู้ที่มีทุนทรัพย์ แต่ไม่มีเวลาจะไปหาต้นไม้ด้วยตนเอง วิธีนี้ออกจะสิ้นเปลืองหน่อย ได้เคยลองดู 2-3 ครั้ง ซื้อมาสัก10ต้น เพื่อเป็น ตัวอย่าง แล้วก็มิได้ทำอีกสู้ไปหาเองไม่ได้ ประการแรก เป็นการสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น นอกจากนั้นถ้าไม่มีความ ละเอียดพอ มีการตรวจต้นไม้ให้แน่ชัดก่อน เมื่อนำมาปลูก ไม่กี่วันก็จะเกิดความเสียใจ เพราะต้นไม้ตายไปเฉยๆ เมื่อแกะดินออกตรวจปรากฏว่าบางต้นไม่มีรากอยู่เลย เพราะไม้บางชนิดอาศัยน้ำในลำต้นได้หลายวันและแตกกิ่งอ่อนให้เห็นเสียด้วย เมื่อหมดอาหารในลำต้นก็ต้องตาย บางต้นเขาเอาดินใส่และห่อด้วยพลาสติก แต่มิได้เจาะรูให้น้ำระบายได้ เมื่อเอามาปลูกรากเน่าเหม็นจนแมลงวันตอมแล้วก็ตาย นอกจากนั้นส่วนมากเป็นไม้ที่นำมาจากต่างจังหวัดผู้ขุดมิได้ให้ความระมัดระวังเพียงพอ เช่น ปล่อยให้ดินแตก ใส่รถซึ่งไม่มีหลังคาถูกแดดเผ้าไหม้เกรียมและทิ้งอยู่หลายๆวัน เมื่อมาถึงมือเราก็สุดความสามารถที่จะช่วยไว้ได้ ปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็ คือ การเรียกชื่อแต่ละท้องถิ่นนั้นไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นไม้คนละอย่างกับที่ควรจะเป็น เคยซื้อต้นไม้ชนิดหนึ่ง ผู้ขายบอกว่าต้นมะแอ ขณะนั้นมีแต่ใบอ่อน ไม่อาจจะพิจารณาได้ว่าเป็นต้นอะไร เมื่อเอามาแล้วนำไปเทียบกับต้นไม้ในป่าซึ่งมีอยู่มากมาย ก็คือต้นพลองนี่เอง ในปัจจุบันมีผู้สั่งสำหรับบอนไซจากต่างประเทศมาขายกันมาก เช่น ต้นชา เอม ไทร เป็นต้นแต่ต้นหนึ่งมีมูลค่าเป็นพันๆบาท ดูไม่สู้จะคุ้มกัน การซื้อเอามาเพื่องานอดิเรกก็จำต้องอดใจ ปัญหาเรื่องการซื้อต้นไม้แปลกๆ และราคาแพงนี้ผมได้รับคำสั่งสอนจาก คุณครูที่เคารพไว้ว่า ถ้าไปเห็นต้นไม้ราคาแพงแล้วเกิดชอบอยากได้ ในวันนั้นอย่างเพิ่งซื้อ ให้เพียงดูให้อิ่มตา แล้วกำหนดจดจำราคาไว้ กลับบ้านแล้วรอดูสัก3คืน ถ้าเกิดฝันถึงต้นไม้นั้นแล้วก็รีบกลับไปซื้อ ถ้าไม่ฝันก็ลืมมันเสีย ผมได้ใช้วิธีนี้อยู่หลายครั้ง และได้ผลในทางไม่ฝัน จึงประหยัดเงินไว้สำหรับซื้อกระถางสวยๆได้อย่างสบาย วิธีของคุณครูนี้ผมคงคิดว่ามุ่งไปถึงเส้นประสาท คือถ้าเรามีสตางค์พอจะซื้อได้ แต่ไม่ซื้อก็เหมือนกับไปร้านอาหารทะเลที่เขาคิดราคากุ้งมังกรนึ่งตัวละ 500บาท เราอยากกินแต่แพงไป ทั้งๆที่พอ มี 500บาท จะจ่ายได้ความรู้สึกสองด้านเกิดณรงค์กันเอง คือความอยากกินกับความเสียดายเงิน ฉะนั้นถ้ามีการฝันว่าได้กินกับความเสียดายเงินฉะนั้นถ้ามีการฝันว่าได้กินก็หมายความว่าตัณหาด้านอยากกินชนะจึงต้องกิน ถ้าไม่กินก็จะถูกโรคเส้นประสาทกลับมากินเราเอง     เมื่อ คิดว่าไม่ซื้อพันธุ์ไม้ที่มีขายในท้องตลาดแล้ว ก็ต้องหันมาพึ่งตนตามหลักอัตโนนาโถ คือ เข้าป่าหาเอาเอง ซึ่งจะ กล่าวในตอนต่อไป การเข้าป่าหาต้นไม้นี้ได้ความเพลิดเพลินหลายอย่าง เช่น เป็นการทัศนาจร เกิดความภูมิใจว่าเราได้มาด้วยน้ำมือของเรา ที่สำคัญที่สุดก็คือต้นไม้ทุกต้นมีประวัติว่าได้มากจากไหน อย่างไร ทำให้เราจำไม้ของเราได้แม่นเหมือนกับคนซื้อสุนัขต่างประเทศที่มีประกาศนีย บัตรแสดงถึงต้นตระกูลว่าได้มาจากพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวดชื่ออะไร สำหรับเอาไว้คุยกันแต่สุนัขจะดีวิเศษเพียงไรก็เป็นอีกเนื่องหนึ่ง

2.การเพาะเมล็ด

ไม้ ประเภทคงทนอายุยืนในเมืองไทยมีมากมายหลายชนิดอยู่ที่ความสนใจของเราที่จะ เสาะแสวงหามาเล่น มะขามออกจะง่ายหน่อย เพราะเมื่อเพาะขึ้นแล้วก็แข็งแรงแรงและโตเร็วเมื่อเริ่มโตจะดัดให้หงิกงอ เป็นรูปอย่างใดก็ได้ หรือจะเลี้ยงให้มีลักษณะเหมือนไม้ใหญ่ดังของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งออกฝักในกระถางก็ได้ เมล็ดพันธุ์อย่างอื่นก็หาได้ไม่ยากนัก เช่น เมล็ดตะโก พลับ ไม้ดำ มะหาด  มะสัง เงาะ ลำไย ลิ้นจี่  มะเฟือง กระบก มะขามเทศ มะขามป้อม ตะแบก อินทนิล ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ ไทร เป็นต้น ข้อสำคัญต้องออกเสาะหาให้ถูกต้องตามฤดูกาล เพราะถ้ากะเวลาไม่ถูกผลอาจยังไม่สุกเสียเวลาเปล่า หรือไปหาเมื่อผลหล่นมาแล้ว เป็นเวลานาน ก็จะมีสัตว์บางชนิด เช่นกระรอก กระแต หนูจะกินเมล็ดหมดไปเสียก่อนที่เราจะได้มา ส่วนมากผลไม้ป่ามักหล่นในฤดูแล้ง เคยไปหาเมล็ดมะสังทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือในระหว่างต้นพฤษภาคม บางต้นยังมีลูกติดต้นเขียวสดอยู่ บางต้นผลหล่นลงมาแล้ว ปรากฏว่ามีสัตว์กัดกินไว้แตกเป็นสองซีก แต่ก็ยังพอเก็บเมล็ดมาเพาะได้บ้างอย่างไรก็ดี แม้ว่าในบางคราวจะไม่มีโอกาสเก็บผลมาได้ถูกกับจังหวะที่เล่น แต่ถ้าเป็นผลไม้ชนิดที่ไม่มีสัตว์กินเพียงขุดเอามาแล้วใส่กระถางรวมไว้รอให้ต้นแข็งแรงเคยพบต้นไม้ดำที่งอกอยู่ ใต้ต้นไม้ต้นแม่เป็นจำนวนมาก ขุดให้ติดดินมา มีข้อควรสังเกตว่าการขุดลูกไม้เช่นนี้มาปลูก การปลูกรวมไว้หลายๆต้น ในกระถางเดียวกัน ต้นไม้กลับเจริญได้เร็วกว่าเอามาแยกปลูกกระถางละต้น

การ ทำบอนไซจากการเพาะเมล็ด ต้องการความอดทนมาก สำหรับต้นสนที่เพาะเมล็ดนั้นญี่ปุ่นเขาต้องเก็บไว้ในกระถางเพาะถึง 2ปี แล้วจึงเลือกต้นที่แข็งแรงแยกปลูก กระถางเดี่ยว ค่อยๆ ตกแต่งไปใช้เวลาถึง5 ปี บอนไซจึงได้รูปร่างที่ต้องการ สำหรับเมล็ดพันธุ์ไม้ของไทย คงไม่ต้องใช้เวลานานถึงเพียงนั้น เช่น มะขาม อาจแยกเพาะในกระถางเดี่ยวเมล็ดละกระถาง ภายใน 6 เดือน ก็จะเริ่มตกแต่ง ได้เพราะเป็นไม้ที่เจริญเร็ว เท่าที่พบมาสำหรับไม้ดำ รออยู่จนหนึ่งปีก็ยังทำอะไรไม่ได้ สำหรับมะเฟือง มะหาด โตเร็ว ไม่แพ้มะขาม แต่มะสังต้องใช้เวลานานหน่อย ต้นไทรก็ขึ้นเร็ว ไม่เกิน 6 เดือน ก็เห็นรูปร่างแล้ว สรุปได้ว่าการจะใช้เวลา นานเท่าใดขึ้นอยู่กับชนิดของเมล็ดพันธุ์ วิธีเพาะต้นไม้ที่จะทำบอนไซก็ใช้วิธีเพาะเมล็ดธรรมดา ทั่วๆไป นำเมล็ดมาแช่น้ำไว้สักหนึ่งคืน พอรุ่งขึ้นเห็นว่ามีเมล็ดจมบ้างลอยน้ำบ้าง พวกที่ลอยน้ำนั้นคือ เมล็ดลีบเพาะไม่ขึ้น ต้องตักทิ้งไป ส่วนพวกที่จมก็เอามาเพาะและจะขึ้นเกือบทั้งหมด การ เพาะเมล็ดใช้วิธีเตรียมกระถางขนาดลึกสัก 6 นิ้ว ใช้ลวดตะแกรงปิดที่รูกระถางเสียก่อน ชั้นล่างโรยอิฐหักก้อนเล็กๆ สักครึ่งนิ้วเพื่อให้น้ำระบายได้ ดินที่ใช้เพาะสมควรผสมให้ร่วนไม่ต้องใส่ปุ๋ย เมื่อเอาเมล็ดอีกชั้นหนึ่งแล้วจะรดน้ำ การรดน้ำควรใช้กระป๋องมีฝักบัว ถ้าใช้สายยางฉีดน้ำแรงจะพัดเอาเมล็ดกระจายไปจากดินได้ ควร ฉีดยาค่าแมลงและยากันเชื้อราไว้ด้วย เพื่อป้องกันมิให้มามดกินเมล็ดเสียก่อนงอก เมื่อเมล็ดงอกและต้นสูงขึ้นสัก 3 เดือน จะเริ่มปุ๋ยอย่างอ่อนๆ บ้างก็ได้ เพื่อให้ลุกไม้แข็งแรงกระถางเพาะต้องออกวางให้ถูกแดดอยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาที่จะตัดสินแยกลูกไม้ออกลงกระถางเดี่ยว ควรคัดลูกไม้ที่ขึ้นเป็นหมู่ๆ เก็บไว้บ้าง เพื่อทำบอนไซแบบหมู่ คือให้ขึ้นกระถางละหลายต้น เป็นทำนองปลูกไม้ป่าไว้ในกระถาง

เมล็ดบางชนิด เช่น มะสัง เป็นที่โปรดปรานของหนูมาก ไม่ทราบว่าจะมีกลิ่นบอกหนูหรืออย่างไร ในคืนเดียว เคยถูกหนูมาขุดคุ้ยดินเอาเมล็ดไปกินเสียกว่าครึ่ง ในกรณีเช่นนี้ก็จำเป็นต้องหาลวดมายกกระถางแขวนเสีย หรือจะวางไว้บนปากไหน้ำก็ได้ เพราะหนูไม่อาจปืนขึ้นมาได้ ต้องรดน้ำกระถางที่เพาะทุกวัน เมื่อต้นยังอ่อนอยู่ต้องระมัดระวังอย่าให้ถูกน้ำแรงเกินไป มิฉะนั้นต้นจะเอน คอยถอนลูกหญ้าซึ่งขึ้นปนมากับดินเพื่อมิให้แย่งอาหาร  สำหรับ เมล็ดไทรนั้น การเพาะต้องใช้วิธีแตกต่างไปจากการเพาะเมล็ดอย่างอื่น เพราะเมล็ดไทรมีลักษณะเป็นผงละเอียดคล้ายเมล็ดเฟิร์น จึงต้องใช้กระถางอัดด้วยรังของกระเช้าสีดา หรือกาบมะพร้าว แล้วขยี้เมล็ดไทรลง ใช้กระจกปิดปากหรือกระถางป้องกันมิให้เมล็ดถูกน้ำพัดเวลารดน้ำ

การจัดหาต้นไม้เพื่อทำบอนไซ

การจัดหาต้นไม้เพื่อทำบอนไซ

 

การจัดหาต้นไม้เพื่อทำบอนไซ

Yose-Ue bonsai

วิธีการปลูกบอนไซประเภทสวนป่า

บอนไซสวนป่า (Group Plantings / Yose-Ue / โยเซะ เว ) คือการจัดต้นไม้ในกระถางให้มองดูเหมือนป่าตามธรรมชาติ  จัดอยู่ในกลุ่ม ไม้แคระหลายต้นปลูกอยู่ในกระถางเดียวกันลักษณะเฉพาะ เป็นไม้ตั้งแต่ 2 ต้นขึ้นไป ส่วนใหญ่จะใช้ไม้พันธุ์เดียวกัน นำมาจัดตำแหน่งปลูกลงในกระถางเดียวกัน ไล่ระดับต้นใหญ่อยู่ด้านหน้า ต้นเล็กอยู่ด้านหลัง และไล่ระดับต้นสูงอยู่กลางต้นเตี้ยอยู่ซ้ายขวา ภาพรวมของทรงพุ่มเป็นรูปสามเหลี่ยม อาจแยก 2 กลุ่ม ซ้ายขวา หรือรวมเป็นกลุ่มติดกันได้ นิยมจัดให้มีจำนวนต้นเป็นเลขคี่

Yose-Ue  bonsai

Yose-Ue

วิธีการปลูกบอนไซประเภทสวนป่าวิธีการดังนี้

  1. เตรียมกระถาง นำดินเผาเม็ดใหญ่หรือถ่านใส่กระถางในชั้นแรก แล้วรองพื้นด้วยดินผสม

g10-s g9-s(2)

  1. แคะดินบริเวณรอบกระถางแล้วดึงบอนไซออกจากกระถางและตัดตุ้มไม้ให้เล็กลงและบาง
    g12-s g11-s(1)

3. เริ่มวางต้นไม้ต้นที่ 1 จนถึงต้นสุดท้ายในกระถางที่เตรียมไว้ ซึ่งต้นที่ 1 เป็นต้นหลักจะมีลักษณะเด่นคือลำต้นจะใหญ่และสูงกว่าต้นอื่น โดยจัดวางไว้ในตำแหน่งกึ่งกลางของกระถางหรือเยื้องไปทางขวาหรือซ้ายของกึ่ง กลางก็ได้และให้ต้นไม้เยื้องขึ้นมาด้านหน้า แล้ววางต้นที่ 2, 3, 4 ฯลฯ โดยแต่ละต้นเมื่อมองจากด้านหน้า ต้นที่อยู่ด้านหน้าจะไม้บังต้นที่อยู่ด้านหลังและต้นไม้จะต้องไม่อยู่ใน ลักษณะเป็นแถวตรง สำหรับต้นไม้ที่อยู่ด้านหลังจะต้นเล็กและเตี้ยกว่าทำให้สวนป่ามีความลึก เหมือนต้นไม้นั้นอยู่ไกลออกไป

g15-s g13-s g14-s

4. เมื่อวางต้นไม้จนครบแล้วกลบดินโดยให้มีลักษณะเป็นเนินดินซึ่งบริเวณตรง กลางกระถางจะนูนกว่าดินบริเวณขอบกระถาง จะตกแต่งด้วยมอสหรือดินเผาหรือก้อนกรวดก็ได้และตัดแต่งกิ่งของไม้แต่ละต้น ซึ่งเมื่อมองโดยรวมแล้วจะมีลักษณะเป็นพุ่มเดียวกัน

g18-s g16-s g17-s

 

thx :  http://bbonsai.blogth.com

Japanese-Bonsai-Tool-Set-Carbon-Steel-14-piece

เครื่องมือบอนไซ ไกรกรรตัดกิ้ง ต่างๆ

รูป ไกรกรรตัดกิ้ง ต่างๆ

Japanese-Bonsai-Tool-Set-Carbon-Steel-14-piece

 

คลิปวีดีโอจาก www.youtube.com/watch?v=RaLJe_QePHs

6348825038_0f887a30db_z

ชนิดของบอนไซ(กลุ่มที่4)

ชนิดของบอนไซ(กลุ่มที่4)

บอนไซกลุ่มที่ 4 เป็นไม้ที่ไม่ใช่ไม้แคระโดยแท้จริง แต่เป็นการนำเอาไม้ที่มีขนาดเล็กๆ มาปลูกรวมกันเป็นกลุ่มในกระถางเดียว ส่วนมากจะใช้กระถางที่มีหน้ากว้างมากๆ ลักษณะเหมือนถาด และมีสิ่งตกแต่งอื่น เช่น ก้อนหิน เก๋งจีน บ้านเล็กๆ หรือตุ๊กตาที่ทำด้วยกระเบื้องหรือดินเผา หรืออื่นๆ เข้าไปด้วย แบ่งเป็น

  1. Bonkei (บอนเคอิ) ภาษาไทยเรียกว่า “สวนถาด” เป็นการนำเอาไม้เล็กหรือบอนไซขนาดเล็กหลายๆ ต้น มาปลูกรวมกันในกระถางแบนที่มีลักษณะเหมือนถาด โดยมีก้อนหินและสิ่งประดับอื่นๆ เป็นส่วนประกอบ โดยตกแต่งให้กลมกลืนคล้ายสภาพจริงในธรรมชาติ
บอนไซ Bonkei (บอนเคอิ) ภาษาไทยเรียกว่า "สวนถาด"

Bonkei (บอนเคอิ) ภาษาไทยเรียกว่า “สวนถาด”

  1. Kusamono (คูซาโมโน) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ชิตาคุซ่า (SHITAKUSA) เป็นการปลูกพรรณไม้รวมกันเป็นกลุ่ม โดยใช้พืชประเภทที่เป็นไม้พุ่ม (shrub) และพวกที่เป็นไม้เนื้ออ่อน (herb) ปลูกรวมกันในกระถางแบบถาด พวกนี้ไม่ใช่บอนไซที่แท้จริง แต่จะให้ความสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง
บอนไซ Kusamono (คูซาโมโน) หรือ ชิตาคุซ่า (SHITAKUSA)

Kusamono (คูซาโมโน) หรือ ชิตาคุซ่า (SHITAKUSA)

 

IMG_5627_resize

ชนิดของบอนไซ(กลุ่มที่3)

ชนิดของบอนไซ(กลุ่มที่3)

ประเภทบอนไซกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มของไม้แคระที่ปลูกรวมกันอยู่หลายๆ ต้น แต่ละต้นอาจมีลักษณะเหมิอนหรือต่างกันก็ได้ แต่จะต้องมีความประสานกลมกลืนกัน ทำให้มองดูเหมือนป่าในธรรมชาติ

Soju (โซจู) เป็นกลุ่มไม้จำนวน 2 ต้น

บอนไซ Soju (โซจู)

Soju (โซจู)

Saambon-Yose (ซัมบอง-โยเซะ) กลุ่มของไม้จำนวน 3 ต้น

บอนไซ Saambon-Yose (ซัมบอง-โยเซะ)

Saambon-Yose (ซัมบอง-โยเซะ)

Gohon-Yose (โกฮอง-โยเซะ) กลุ่มไม้จำนวน 5 ต้น

บอนไซ Gohon-Yose (โกฮอง-โยเซะ)

Gohon-Yose (โกฮอง-โยเซะ)

Nanohon-yose (นาโนฮอง-โยเซะ) กลุ่มของไม้จำนวน 7 ต้น

บอนไซ Nanohon-yose (นาโนฮอง-โยเซะ)

Nanohon-yose (นาโนฮอง-โยเซะ)

Kyuhon-Yose (คิวฮอง-โยเซะ) กลุ่มไม้จำนวน 9 ต้น

บอนไซ Kyuhon-Yose (คิวฮอง-โยเซะ)

Kyuhon-Yose (คิวฮอง-โยเซะ)

Yose-Ue (โยเซะ-ยูเอะ) กลุ่มไม้ที่มีจำนวนมากกว่า 9 ต้น

บอนไซ Yose-Ue (โยเซะ-ยูเอะ)

Yose-Ue (โยเซะ-ยูเอะ)

 

 

 

ชนิดของบอนไซ(กลุ่มที่3)

1058384288_ewo97-M

กระถางบอนไซ

กระถางบอนไซ

การเลือกกระถางปลูกบอนไซ หรือไม้แคระ เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยอารมณ์ศิลป์ของผู้เลือกพอประมาณทีเดียว กระถางที่มีรูปลักษณ์ ขนาด และทำด้วยวัสดุที่เหมาะสม จะช่วยทำให้ต้นไม้ดูเด่นและมีคุณค่ามากขึ้น บอนไซแต่ละต้นจะมีคุณค่าต่อเจ้าของทั้งทางราคาที่ค่อนข้างสูง และทางใจจากความผูกพันที่มีจากการเฝ้าเลี้ยงดูมาด้วยความอดทน กว่าที่จะได้ไม้แคระที่สวยงาม ดังนั้นการเลือกใช้กระถาง สำหรับบอนไซนั้น

ปกติกระถาง ที่ใช้ปลูกเลี้ยงบอนไซจะเป็นกระถางที่ออกแบบมาสำหรับเลี้ยงไม้แคระโดยเฉพาะ กระถางบอนไซควรทำด้วยวัสดุที่มีความแกร่งพอสมควร ไม่แตกง่าย และทำจากวัสดุที่ไม่ทำปฏิกริยาทางเคมีกับดิน เครื่องปลูกและปุ๋ย ลักษณะโดยทั่วไปจะตื้น มีรูปทรงสวยงาม ส่วนใหญ่จะเป็นรูปกลม รูปใข่ และรูปเหลี่ยม ซึ่งก็มีทั้งสี่เหลี่ยมและหกเหลี่ยม แต่ยังไม่เคยเจอสามเหลี่ยม ขนาดก็จะมีตั้งแต่เล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 2 นิ้ว สำหรับบอนไซจิ๋ว ไปจนถึงขนาดเป็นฟุตสำหรับไม้ที่สูงกว่า 100 เซ็นติเมตร ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาด วัสดุที่ใช้ทำ และแหล่งที่มาของกระถางนั้นๆ ที่พบใช้กันทั่วไปส่วนมากจะเป็นกระถางเคลือบที่ทำจากราชบุรี ซึ่งสนนราคาไม่สู้แพง  มีแทบครบทุกขนาดที่ต้องการ และมีรูปทรงหลายหลาก มีความสวยงามพอใส่ไม้เข้าประกวดได้สบายๆ ส่วนราคาก็เป็นไปตามขนาด การออกแบบ และความปราณีตในการปั้นและการเผา นอกจากนี้จะมีกระถางจากลำปาง เป็นกระถางเคลือบหรือกระถางพอร์ซเลน ส่วนมากจะมีขนาดเล็ก รูปทรงธรรมดาๆ ราคาไม่แพง ที่แพงที่สุดคือกระถางที่นำเข้ามาจากประเทศญึ่ปุ่นและจีน แต่ฝีมือก็สูงพอกับราคา อยากรู้ราคากระถางประเภทนี้ก็ให้ลองไปเดินดูเอา แหล่งแรกอยู่ที่บริเวณถนนหน้าองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) อีกแหล่งหนึ่งอยู่แถวๆ ราชเทวี มีร้านขายเครื่องเคลือบดินเผาอยู่หลายร้าน อาจมีที่อื่นอีก แต่ถ้าผู้เขียนมัวไปเดินท่อมๆ หาดู (ไม่ใช่หาซื้อ) ก็คงไม่มีเวลามาเขียนเรื่องบอนไซแน่

ความสวยงามก็ขึ้นอยู่กับกระถางด้วยเหมือนกัน

ความสวยงามก็ขึ้นอยู่กับกระถางด้วยเหมือนกัน

ถ้าจะลองแบ่งประเภทวัสดุที่ใช้ทำกระถางบอนไซดู เท่าที่เห็นๆ ก็คงมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกันคือ

กระถางเคลือบ (Porcelain Pots)   เป็น กระถางดินเผา ดินที่ใช้เป็นดินขาว ภายนอกเคลือบผิวเรียบเป็นมัน และอาจเขียนเป็นลวดลายต่างๆ หรือเป็นพื้นสีเรียบๆ ส่วนภายในไม่เคลือบ แหล่งทำภายในประเทศส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดลำปางและราชบุรี

111

กระถางเคลือบ

กระถางลายคราม (China Pots)   เป็น กระถางที่ทำด้วยวัสดุดินเผาแบบเครื่องลายครามของจีน ส่วนใหญ่ทั้งภายนอกและภายในจะเคลือบผิวเป็นมันทั้งหมด สีพื้นส่วนใหญ่จะเป็นขาว เขียนลายเป็นรูปดอกไม้ นก และอื่นๆ ตามแต่คนเขียนจะจินตนาการไป ของไม่แท้ราคาไม่เท่าไร แต่ของแท้ราคาหายห่วง แหล่งทำอยู่ที่จังหวัดลำปางเช่นกัน(ของแท้มาจากเมืองจีน)

กระถางลายคราม

กระถางลายคราม

กระถางดินเผาธรรมดา (Earthenware Pots)   เป็นกระถางดินเผาธรรมดา ผิวค่อนข้างหยาบ ไม่เนียนละเอียดเหมือนสองแบบแรก กระถางประเภทนี้ใช้เลี้ยงบอนไซดีที่สุด เพราะทั้งการระบายทั้งน้ำและอากาศได้ดี มีทั้งแบบผิวขัดมันและผิวด้านหยาบ และมีราคาถูกที่สุดในบรรดากระถางบอนไซด้วยกัน กระถางดินเผาด่านเกวียนก็จัดอยู่ในประเภทนี้ด้วย

กระถางดินเผาธรรมดา

กระถางดินเผาธรรมดา

ขอขอบคุณ
ภาพต่างๆ และ เนื้อหาบทความ

http://www.greenthailand.net/tbonsai/lesson4/lesson4.htm