??????????

การดัดบอนไซ1

การดัดบอนไซ

วันนี้เรามีวิธีการดัดบอนไซเป็นวีดีโอคลิปมาให้ชมและเพื่อใครที่สนใจเกี่ยวกับบอนไซแต่ยังไม่มีความรู้

มีต่อตอนที่2

ที่มาจาก

http://www.youtube.com/watch?v=wUileJmkF-w

add3d2d8f62cf649198da827a68b8903

การกำหนดขนาดของบอนไซ

การกำหนดขนาดของบอนไซ

การกำหนดขนาดของบอนไซ

การกำหนดขนาดของบอนไซ

การกำหนดขนาดของบอนไซจะกำหนดจากความสูงของต้นโดยวัดจากส่วนที่อยู่เหนือดินขึ้นไปจนถึงยอด มีการกำหนดขนาดกว้างๆได้ 3 ขนาด ได้แก่ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ แต่ละขนาดก็มีการแบ่งย่อยออกไปอีกดังรายละเอียดด้านล่าง  จะสังเกตเห็นว่าแต่ละขนาดจะคาบเกี่ยวกัน ผู้เชี่ยวชาญจะจัดแบ่งออกได้โดยอาศัยรูปแบบและวิธีการที่สามารถยกบอนไซต้นนั้นได้  รายละเอียดการกำหนดขนาดดังนี้:

ขนาดเล็ก แบ่งออกได้เป็น:

บอนไซขนาดเล็ก

บอนไซขนาดเล็ก

Keishitsubo – เป็นบอนไซขนาดเล็กที่สุดสามารถยกได้ง่ายๆด้วยนิ้วเพียงสองนิ้ว มีความสูงตั้งแต่ 1 – 3 นิ้ว

Shito – เป็นบอนไซที่มีขนาดความสูงตั้งแต่ 2 – 4 นิ้ว จะปลูกในกระถางที่มีขนาดไม่เกินปลอกสวมนิ้วมือตอนเย็บผ้า

Shohin Bonsai – เป็นบอนไซที่มีขนาดความสูงตั้งแต่ 2 – 6 นิ้ว มีอีกชื่อหนึ่งว่า “Palm Bonsai” เนื่องจากมีขนาดประมาณเท่ากับผ่ามือ

Mame Bonsai (mini) – เป็นบอนไซที่มีขนาดความสูงตั้งแต่ 4 – 8 นิ้ว สามารถยกได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวจึงรู้จักกันในชื่อ “One Handed Bonsai” กระถางจะมีขนาดใหญ่กว่า Shohin
Komono – เป็นบอนไซที่มีขนาดความสูงตั้งแต่ 6 – 10 นิ้ว เป็นบอนไซที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถยกได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว

ขนาดกลาง แบ่งออกได้เป็น:

บอนไซขนาดกลาง

บอนไซขนาดกลาง

Katade-Mochi – เป็นบอนไซที่มีขนาดความสูงตั้งแต่ 10 – 18 นิ้ว

Chumono, Chiu – เป็นบอนไซที่มีขนาดความสูงตั้งแต่ 16 – 36 นิ้ว เป็นบอนไซที่คนเพียงคนเดียวสามารถยกได้ด้วยมือทั้งสองข้าง

ขนาดใหญ่ แบ่งออกได้เป็น:

บอนไซขนาดใหญ่

บอนไซขนาดใหญ่

Omono – เป็นบอนไซที่มีขนาดความสูงตั้งแต่ 30 – 48 นิ้ว ต้องยกด้วยคนสองคน

Dai – เป็นบอนไซที่มีขนาดความสูงเท่ากับ Omono

Hachi-Uye – เป็นบอนไซที่มีขนาดความสูงตั้งแต่ 40 – 60 นิ้ว ต้องยกด้วยคนสามคน

Imperial – เป็นบอนไซที่มีขนาดความสูงตั้งแต่ 60 – 80 นิ้ว ต้องใช้คนถึงสี่คนยก

 

bonsaisiam.com

bosque_10

ปัจจัยที่ทำให้ไม้แคระ

ปัจจัยที่ทำให้ไม้แคระ

ท่านผู้สนใจคงทราบดีแล้วว่า ต้นไม้ตามธรรมชาติจะเจริญเติบโตได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับราก ซึ่งเปรียบเสมือนท่อลำเลียง ทำหน้าที่หาอาหารส่งไปเลี้ยงลำต้น กิ่งและใบ ตลอดจน ดอกและผล ส่วนใต้ดินจำเป็นต้องได้รับการดูแลเช่นเดียวกับการดูแลชื่นชมส่วนบนดิน คือลำต้น รูปทรง กิ่งก้าน สาขา ความสัมพันธ์ของทั้งสองส่วนที่กล่าวเกี่ยวข้องกันโดยตรง คือถ้า รากเจริญแข็งแรงดีก็จะสามารถหาอาหารได้มาก รากก็ต้องงอกยาวออกไปหาอาหารได้ เพียงพอแก่ความต้องการของต้นไม้ แต่บอนไซเป็นศิลปะที่มนุษย์สร้างสรรค์ปั้นแต่งให้แคระแกรนฝืนธรรมชาติ  จึงต้องใช้วิธีบังคับ การบังคับต้นไม้ให้เจริญเติบโตอยู่ในสภาพที่ต้องการ จึงต้องพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้

Bonsai_penjing

1 . กระถาง ดิน ราก

กระถางที่ใช้ใส่บอนไซ ที่นิยมกันและถือเป็นรูปแบบคือเป็นกระถางตื้นแบนคล้ายถาด ตรงกับคำญี่ปุ่นว่า บอน ซึ่งแปลว่าถาด ส่วนรูปแบบนั้นอาจจะเป็นสี่เหลี่ยม กลม รูปไข่ ขนาดเล็กใหญ่ตามความเหมาะสมของไม้บอนไซ  เมื่อกระถางเล็กพื้นที่จำกัด ดินที่บรรจุในกระถางมีปริมาณน้อย ความจุของกระถางจึง สัมพันธ์กับปริมาณของดินและรากของต้นไม้ที่ปลูก ก่อนปลูกจึงต้องประมาณให้ได้สมส่วนกัน คือ ให้ได้ปริมาณพอเพียงที่รากจะหาอาหารได้พอที่จะอยู่ได้ ไม่มากเกินจนไม้เติบโตงอกงามเกินไป หรือน้อยเกินไปจนต้นไม้ขาดอาหาร ไม้จึงถูกบังคับให้ต้นแคระแกรนได้อย่างคงที่ ดังนั้นเมื่อปลูกไว้นานๆ จนรากกินดินไปเกือบหมด ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนกระถางเปลี่ยนดิน ตัดเล็มรากให้น้อยลง

  1. การตัดแต่ง                                                                                                                                                           การตัดแต่งบอนไซเป็นการบังคับมิให้ต้นไม้โตเกินไป และป้องกันมิให้เกิดการผิดสัดส่วน เสียหรือเปลี่ยนรูปทรง  การดูแลตัด เล็ม กิ่งใบจึง ต้องกระทำอยู่เสมอ
  1. การรดน้ำ                                                                                                                                                               การให้น้ำบอนไซจะต้องรดน้ำบอนไซทุกวัน และควบคุมปริมาณน้ำที่ใช้รดแต่ละกระถางให้พอเหมาะ เพราะการวางกระถางบอนไซ ต้องอยู่ในที่โล่ง เพื่อรับแสงแดดอย่างพอเพียง มีลม อากาศถ่ายเทอย่างดี ดังนั้นเมื่อไม้ตากแดดตากลม ตลอดวัน ดินในกระถางก็จะแห้งเร็ว การให้น้ำมากเกินไปก็จะทำให้บอนไซโตเร็วหรือดินอาจแฉะเกินไปทำให้รากเน่า ได้ แต่ถ้าขาดน้ำบอนไซก็จะเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด
  1. แสงแดด                                                                                                                                                                  บอนไซที่ปลูกจนอยู่ตัวแล้ว ควรตั้งไว้ในที่ๆแสงแดดส่องได้ตลอดวัน แสงแดดช่วยเจริญเติบโตของต้นไม้ก็จริง แต่ในเวลาเดียวกันก็ช่วยบังคับมิให้สูงเร็วเกินไป และทั้งจะเป็นการช่วยให้ลำต้นแข็งแกร่งใบเขียวจัดและขนาดใบจะเล็กลง ควรทำชั้นสำหรับวางโดยให้ความสูงของแต่ละชั้นลดหลั่นกันไป หรือมีแท่นรองสูงพอประมาณ จะเป็นการสะดวกต่อการดูแลตรวจตราต้นไม้แต่ละต้นได้ทั่วถึง และยังทำให้ไม้ดูเด่นสวยงามอีกด้วย ต้นไม้ที่อยู่ในที่ร่มมาก ย่อมสูงชะลูด ทำให้รูปลักษณะบอนไซเสียไป
  1.  ลม                                                                                                                                                                          ควรตั้งบอนไซไว้ในที่ๆ มีลมโกรกอยู่เสมอ จะสังเกตได้ว่าต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนเขา และริมฝั่งทะเล ยืนต้านลมแรง ต้นไม้เหล่านี้มักไม่ใคร่สูงและมีรูปทรงผิดธรรมชาติ ฉะนั้นลมจึงช่วยควบคุมให้บอนไซไม่ให้โตเกินไป แต่การที่มีลมโกรกอยู่ตลอดเวลาก็จะทำให้ดินแห้งเร็ว จึงต้องคอยสังเกตและแก้ปัญหาด้วยการพรมน้ำให้เมื่อเห็นว่าหน้าดินเริ่มแห้ง

bosque_10

18-BONSAI-font-b-CANADIAN-b-font-font-b-MAPLE-b-font-font-b-TREE-b

FirethornOpt


http://www.bonsaibaan.com

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ความเป็นมาของบอนไซ

  ความเป็นมาของบอนไซ

บอนไซ หรือ ไม้แคระ ที่เรียกกันทั่วไปนั้น เป็นศิลปะในการปลูกต้นไม้โดยการย่อส่วนจากต้นไม้ขนาดใหญ่ มาปลูกในกระถาง หมั่นดูแลตัดแต่งกิ่งใบ ท่านก็จะได้ชื่นชมการเติบโตภายใต้ความสวยงามที่ท่านเองกำหนดขึ้นจาก จินตนาการของท่าน ทั้งนี้อาจจะเป็นไม้ต้นตรง ไม้ต้นคู่ ไม้เอน ไม้กลุ่ม ไม้ต้องลม ไม้ตกกระถาง ไม้เกาะหิน ฯลฯ ก็แล้วแต่โครงสร้างของต้นไม้ที่ได้มา นอกจากนั้นถ้าหากเป็นไม้ดอก ไม้ผล ก็ยิ่งสามารถทำให้ท่านสุขใจไปอีกแบบหนึ่งด้วย

ตามตำราญี่ปุ่น บอน แปลว่า ถาด ไซ แปลว่า สิ่งที่ปลูกหรือการปลูก ดังนั้น ถ้าแปลรวมกันก็คือ สิ่งที่ปลูกในถาด ความหมายนี้ขยายไปถึงลักษณะต่อไปนี้ด้วยคือ

Bonsai

  1. บอนไซ เป็นต้นไม้ที่คนเราสร้างขึ้นจากการนำต้นไม้มาดัดแปลงให้เข้าลักษณะที่ต้องการ
  2. ต้องเป็นต้นไม้ที่ปลูกในกระถาง
  3. ต้องเป็นต้นไม้ขนาดเล็กที่ย่อส่วนมาจากต้นไม้ใหญ่ในธรรมชาติ
  4. ต้องมีความงดงามตามสัดส่วน ให้ภาพต้นไม้ใหญ่ขนาดสมดุลกับกระถางที่ปลูก
  5. อายุบอกคุณค่าไม้เลี้ยงเก่าแก่มานานยิ่งมีคุณค่า
  6. บอนไซแสดงให้เห็นศิลปะและจินตนาการของผู้ปลูก
  7. บอนไซแสดงถึงความสามารถ ความมานะอดทน เพราะผู้ปลูกที่ต้องดูแล เอาใจใส่ ตกแต่งกิ่ง ใบ
    ให้รักษารูปทรงงดงามได้ตลอดไป

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERAOLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

การเลี้ยงบอนไซในปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วโลก ในหลายๆประเทศมีสมาคม ชมรมผู้เลี้ยงบอนไซ จนเกือบลืมไปว่าศิลปะแขนงนี้เกิดจากประเทศตะวันออกโดย เฉพาะจีน และญี่ปุ่น ถ้าหากพิจารณากันจากหลักฐานที่สามารถอ้างอิงได้  การเลี้ยงบอนไซมีกำเนิดจากมาจากประเทศจีนเป็นพันปีมาแล้ว ในจีนเรียกว่า เผ็งจิ่ง (penjing) แปลว่าต้นไม้ในถาด รูปแบบแตกต่างกันเล็กน้อยเพราะแบบจีนปล่อยให้มีการเติบโตตามธรรมชาติมากกว่า แบบญี่ปุ่น การเลี้ยงบอนไซในญี่ปุ่นเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 800 กว่าปี

OLYMPUS DIGITAL CAMERA images

เนื่อง จากประเทศญี่ปุ่นมีสภาพเป็นเกาะ มีพื้นที่จำกัด ชาวญี่ปุ่นมีความผูกพันกับธรรมชาติมาก เช่นภูเขา แม่น้ำลำธาร ทะเล และต้นไม้ ชาวญี่ปุ่นมีความพิถีพิถัน รักการประดิษฐ์ตกแต่ง ดังเห็นได้จากข้าวของเครื่องใช้ และการจัดทำอาหาร ด้วยเหตุที่พื้นที่จำกัดชาวญี่ปุ่นจึงพยายามย่อส่วนต้นไม้ตามธรรมชาติมาไว้ ในกระถาง เพื่อดูแลชื่นชมในที่พักอาศัยจนบอนไซเป็นศิลปะแขนงหนึ่งของญี่ปุ่นและได้ แพร่หลายไปทั่วโลก รวมทั้งบ้านเราด้วยซึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าศิลปะนี้ได้ผ่านชาว ญี่ปุ่นนำมาเผยแพร่ในสมัยอยุธยา

ใน ประเทศไทยมีการเลี้ยงไม้แบบไทยที่เรียกว่า ไม้ดัด ซึ่งมีประวัติยาวนานพอควรตั้งแต่สมัยอยุธยาเช่นกันและแพร่หลายเป็นที่นิยม มากในสมัยรัตนโกสินทร์ ไม้ดัดไทยมิได้ใช้การตัดแต่งให้เป็นการย่อส่วนตามต้นไม้ธรรมชาติแต่มี ตำรากระบวนท่าไม้ดัดไทยแบบต่างๆขึ้นเฉพาะ และในแบบที่กล่าวก็มีไม้ญี่ปุ่น เป็นแบบหนึ่งด้วย ซึ่งกำหนดว่าต้องมีโคนใหญ่ปลายเรียว กิ่งก้านกระจายไม่ถูกกำหนดตายตัวตามรูปแบบไม้ดัดไทยแบบอื่น จึงคล้ายกับบอนไซมาก
news_img_79134_1

ขอขอบคุณบทความจาก

http://www.bonsaibaan.com

à¹-à¸-ลีà¹-ยà¸-à¸-à¸-าà¸-_IMG_8641

การปลูกบอนไซ โมก

การปลูกบอนไซ โมก

บอนไซต่างประเทศ บอนไซที่สั่งมาจากต่างประเทศนั้น ก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ขุดจากป่ามากนัก เนื่องจากก่อนการนำเข้าประเทศ ส่วนมากมักจะถูกล้างรากก่อน แล้วห่อหุ้มรากด้วยมอสส์แห้งหรือสาหร่ายแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม (ต้นไม้ทุกชนิดไม่ชอบให้รากฝอยอยู่ในอากาศ หรือหุ้มด้วยมอสส์โดยปราศจากดิน) ถึงจะนำเข้าประเทศได้ ข้อดีก็คือ ต้นไม้ถูกเลี้ยงอยู่ในกระถางบอนไซอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นระบบรากของต้นไม้จะสมบูรณ์ และพร้อมที่จะเจริญเติบโตต่อไปถ้าหากได้รับการปลูกลงในกระถางอย่างดี ดินผสมที่ถูกต้อง ปัญหาใหม่มักจะขึ้นกับดินฟ้าอากาศเสียเป็นส่วนมาก ไม้แคระบางพันธุ์เป็นต้นไม้ที่ชอบขึ้นในเมืองหนาวโดยเฉพาะ เช่น สนจูปิเตอร์ ( Juniperus chinensis) สนดำ ( Pinus thunbergil) สนเข็มห้าใบ  Pinus parviflora)  ควินส์  (Chaenomeles sinesis) เมเปิล  (Acer paimatum)  อาซาเลีย  (Rhododendron indicum) ฯลฯ เป็นต้น ต้นไม้เหล่านี้เมื่อปลูกเลี้ยงในที่ๆอากาศเปลี่ยนแปลงมักจะอ่อนแอ มีความต้านทานโรคน้อย ในการปลูกเลี้ยงจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดียิ่งเท่านั้น ไม้แคระเหล่านี้จึงจะรอดอยู่ได้

การเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ เป้นวิธีที่ลงทุนน้อยกว่าสองข้อแรก แต่จะต้องมีความอดทน รอจนกว่าต้นไม้จะโตพอที่จะทำเป็นบอนไซ การทำบอนไซด้วยวิธนี้จะได้รับผลที่คุ้มค่า เนื่องจากสามารถดัดทรงต้น (FORM) ได้ตามความต้องการตั้งแต่ต้นไม้ยังเล็กๆ การทำกิ่งก้านสาขาก็สามารถกระทำได้อย่างถูกต้อง พันธุ์ไม้ที่ใช้ทำเป็นบอนไซนั้นมีอยู่มากชนิด  แต่ละชนิดก็มีความต้องการในเรื่อง ดินปลูก การให้น้ำ การให้ปุ๋ย ขนาดของกระถาง แสงแดดไม่เท่ากัน บางต้นเลี้ยงง่าย บางต้นเลี้ยงยาก บางต้นเหมาะที่จะทำเป็นบอนไซขนาดใหญ่  บางต้นเหมาะที่จะทำเป็นบอนไซขนาดเล็ก

ผู้ เขียนได้พยายามศึกษาถึงนิสัย และความต้องการของต้นไม้เหล่านี้ พยายามรวบรวมรายละเอียดในวิธีการปลูกเลี้ยง และได้สอบถามถึงประสบการณ์ของผู้เลี้ยงบอนไซหลายท่านเท่าที่จะกระทำได้ ซึ่งวิธีการนี้อาจจะไม่เหมือนกับที่อีกหลายท่านได้ศึกษาค้นพบ เพราะฉะนั้น วิธีปลูกเลี้ยงบอนไซที่จะเขียนถึงนี้อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด  แต่คงจะมีประโยชน์บ้างวำหรับผู้เริ่มเลี้ยงไม้แคระอีกหลายๆท่าน

การปลูกบอนไซ  ” โมก “

บอนไซ  " โมก "

บอนไซ ” โมก “

ดินปลูก ใช้ดินท้องร่องสวนผสมใบทองหลางตากแห้ง หรือใช้ดินสวนผสมปุ๋ยคอก โดยทั่วไปแล้วโมกขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิดที่มีอินทรีย์วัตถุ

การเปลี่ยนดิน โมกเป็นต้นไม้ที่แตกรากได้ง่ายและแตกรากได้เร็วถ้าอาหารในดินสมบูรณ์ ต้นโมกเป็นต้นไม้ที่ชอบน้ำมาก ควรจะกระทำการเปลี่ยนดินให้ปีละหนึ่งครั้งหลังจากหมดฤดูหนาวแล้ว ถึงแม้ว่าโมกจะเป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่ายก็จริงอยู่ แต่ใบจะแสดงอาการซีดเหลืองเมื่อขาดอาหารในดิน ดินเป็นกรดด่างมากเกินไป หรือเมื่อรากแน่นกระถางจนเกินไป จากสาเหตูเหล่านี้ก็สมควรที่จะทำการเปลี่ยนดินให้ต้นโมกได้แล้ว

เมื่อจะทำการเปลี่ยนดินหรือปลูกลงในกระถางบอนไซ ในกรณีที่เป็นตุ้มดิน (จากการขุดมาจากตามริมคลองชายน้ำ) ที่ขุดมาใหม่ๆ ควรปลูกในกระถางดินที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้ระบบรากสมบูรณ์เสียก่อน แล้วจึงทำการปลูกลงในกระถางบอนไซในภายหลัง
ในขณะที่โมกมีใบแก่จัดจึงจะ เหมาะแก่การเปลี่ยนดิน เด็ดใบออกให้หมดเพื่อป้องกันการระเหยน้ำในภายหลัง นำดินออกจากกระถาง เขี่ยดินออกอย่างระมัดระวังให้หมด จะใช้วิธีฉีดน้ำล้างดินออกก็ได้ เมื่อดินออกหมดแล้ว ตัดรากที่ยาววิ่งวนในกระถาง หรือรากที่แก่มากมีการแตกรากฝอยที่มีจำนวนน้อยออก ไม่ควรทำการซอยรากออกทั้งหมด เพราะจะทำให้รากฝอยถูกตัดปลายรากไม่สามารถดูดน้ำเลี้ยงขึ้นสู่ลำต้นได้เพียง พอ (วิธีการตัดรากมีรายละเอียดในเรื่องระบบรากในหนังสือบอนไซ 02)

ถ้าตัดรากที่ยาวออกทุกครั้งที่ทำการเปลี่ยนดินแล้วต้นโมกจะมีแต่รากฝอยแตกจากโคนรากมากทำให้ต้นไม้มีระบบรากที่สมบูรณ์
เมื่อ ตัดแต่งรากเรียบร้อยแล้ว ใส่กรวดขนาดเล็กรองก้นกระถาง ใส่ดินปลูกลงไปประมาณครึ่งกระถาง วางต้นโมกลงในกระถางแล้วกลบดินแต่งผิวดินให้เรียบร้อย รดน้ำด้วยฝักบัวให้ชุ่ม แล้วนำต้นไม้พักไว้ในที่ร่มรำไรประมาณ 7 วัน แล้วนำออกเลี้ยงในที่ๆมีแสงแดดประมาณ 50 %

การให้ปุ๋ย โมกเป็นต้นไม้ที่ชอบปุ๋ยมากควรให้ปุ๋ยเดือนละหนึ่งครั้ง ใช้ปุ๋ยเคมีผสมตามฉลาก หรือจะใช้ปุ๋ยคอกหมักราดที่โคนต้น

บอนไซ  " โมก "

บอนไซ ” โมก “

thumbnailshow74085

การปลูกบอนไซ ข่อย

การปลูกบอนไซ ข่อย

บอนไซต่างประเทศ บอนไซที่สั่งมาจากต่างประเทศนั้น ก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ขุดจากป่ามากนัก เนื่องจากก่อนการนำเข้าประเทศ ส่วนมากมักจะถูกล้างรากก่อน แล้วห่อหุ้มรากด้วยมอสส์แห้งหรือสาหร่ายแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม (ต้นไม้ทุกชนิดไม่ชอบให้รากฝอยอยู่ในอากาศ หรือหุ้มด้วยมอสส์โดยปราศจากดิน) ถึงจะนำเข้าประเทศได้ ข้อดีก็คือ ต้นไม้ถูกเลี้ยงอยู่ในกระถางบอนไซอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นระบบรากของต้นไม้จะสมบูรณ์ และพร้อมที่จะเจริญเติบโตต่อไปถ้าหากได้รับการปลูกลงในกระถางอย่างดี ดินผสมที่ถูกต้อง ปัญหาใหม่มักจะขึ้นกับดินฟ้าอากาศเสียเป็นส่วนมาก ไม้แคระบางพันธุ์เป็นต้นไม้ที่ชอบขึ้นในเมืองหนาวโดยเฉพาะ เช่น สนจูปิเตอร์ ( Juniperus chinensis) สนดำ ( Pinus thunbergil) สนเข็มห้าใบ  Pinus parviflora)  ควินส์  (Chaenomeles sinesis) เมเปิล  (Acer paimatum)  อาซาเลีย  (Rhododendron indicum) ฯลฯ เป็นต้น ต้นไม้เหล่านี้เมื่อปลูกเลี้ยงในที่ๆอากาศเปลี่ยนแปลงมักจะอ่อนแอ มีความต้านทานโรคน้อย ในการปลูกเลี้ยงจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดียิ่งเท่านั้น ไม้แคระเหล่านี้จึงจะรอดอยู่ได้

การเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ เป้นวิธีที่ลงทุนน้อยกว่าสองข้อแรก แต่จะต้องมีความอดทน รอจนกว่าต้นไม้จะโตพอที่จะทำเป็นบอนไซ การทำบอนไซด้วยวิธนี้จะได้รับผลที่คุ้มค่า เนื่องจากสามารถดัดทรงต้น (FORM) ได้ตามความต้องการตั้งแต่ต้นไม้ยังเล็กๆ การทำกิ่งก้านสาขาก็สามารถกระทำได้อย่างถูกต้อง พันธุ์ไม้ที่ใช้ทำเป็นบอนไซนั้นมีอยู่มากชนิด  แต่ละชนิดก็มีความต้องการในเรื่อง ดินปลูก การให้น้ำ การให้ปุ๋ย ขนาดของกระถาง แสงแดดไม่เท่ากัน บางต้นเลี้ยงง่าย บางต้นเลี้ยงยาก บางต้นเหมาะที่จะทำเป็นบอนไซขนาดใหญ่  บางต้นเหมาะที่จะทำเป็นบอนไซขนาดเล็ก

ผู้ เขียนได้พยายามศึกษาถึงนิสัย และความต้องการของต้นไม้เหล่านี้ พยายามรวบรวมรายละเอียดในวิธีการปลูกเลี้ยง และได้สอบถามถึงประสบการณ์ของผู้เลี้ยงบอนไซหลายท่านเท่าที่จะกระทำได้ ซึ่งวิธีการนี้อาจจะไม่เหมือนกับที่อีกหลายท่านได้ศึกษาค้นพบ เพราะฉะนั้น วิธีปลูกเลี้ยงบอนไซที่จะเขียนถึงนี้อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด  แต่คงจะมีประโยชน์บ้างวำหรับผู้เริ่มเลี้ยงไม้แคระอีกหลายๆท่าน

บอนไซ  " ข่อย"

บอนไซ ” ข่อย”

การปลูกบอนไซ  ” ข่อย”

ดินปลูก   ข่อยสามารถขึ้นอยู่ในพื้นที่ๆเดียวกันกับมะสัง ทั้งยังสามารถขึ้นในดินเหนียวหรือดินสวนได้ด้วย เมื่อนำมาปลูกเลี้ยงในกระถางแล้วจะไม่ชอบแฉะ ส่วนผสมของดินที่ใช้ปลูกข่อยคือ ดินร่วนระบายน้ำได้ดี  6 ส่วน ทราย 3 ส่วน ใบไม้ผุหรือปุ๋ยคอกหนึ่งส่วน หรือจะเพิ่มทรายให้มากกว่านี้อีกเล็กน้อยก็ได้

การปลูกลงกระถาง   ปัญหาใหญ่ที่ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ประสบอยู่ก็คือ ในระยะการเข้ากระถาง เมื่อข่อยถูกขุดตัดรากแก้วหรือรากใหญ่แล้วมักจะไม่รอด  เป็นสาเหตุหนึ่งที่นักเพาะเลี้ยงบอนไซไม่นิยมปลูกเท่าที่ควร ในการปลูกบอนไซแล้วทำต้นไม้ตายไปเช่นนี้ ทำให้เกิดการท้อแท้ เบื่อหน่าย อาจถึงกับการเลิกเลี้ยงบอนไซไปในที่สุด
การปลูกข่อยลงกระถางบอนไซซึ่งมี ความลึกไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นข่อยจากตุ้มดินหรือข่อยที่เลี้ยงอยู่ในกระถางดินเผามาก่อน ก็มักจะประสบกับปัญหาเดียวกัน คือจะต้องตัดรากแก้วให้สั้น จึงจะปลูกลงในกระถางบอนไซได้
ตามธรรมชาติของต้นข่อยนั้นเป็นพันธุ์ไม้ ที่มียางสีขาวมากคล้ายต้นไม้ตระกูลไทร เมื่อตัดรากยางจะไหลออกมามาก จนอาจทำให้ผิวที่ต้นเหี่ยว อีกประการหนึ่งใบข่อยระเหยน้ำออกจากต้นได้เร็วมาก ฉนั้นควรระวังการเสียยางที่ต้นและการสูญเสียน้ำเลี้ยงจากลำต้น อาจจะทำให้ข่อยไม่แตกใบให้เห็นอีกเลยก็เป็นได้

วิธีการเริ่มแรกขณะที่ใบข่อยแก่จัด ก็จัดการเด็ดใบออกให้หมด  (ข่อยที่แตกใบใหม่ไม่ควรปลูกลงในกระถางหรือเปลี่ยนดิน) หลังจากนั้นก็รื้อดินออกอย่างระมัดระวัง แล้วตัดรากใหญ่ออกให้เหลือแต่รากฝอยไว้พอประมาณ ไม่ควรตัดรากจนไม่มีรากฝอยเหลืออยู่เลย ซึ่งก็เท่ากับเป็นการชำ ต้นไม้มักจะไม่รอด เมื่อตัดรากออกต้องรีบนำปูนแดง (ปูนกินหมาก) ทาแผลโดยเร็วหรือถ้าไม่มีปูนแดง จะใช้ดินเหนียวอุดรอยแผลแก้ขัดก็พอใช้ได้ แต่อาจจะทำให้เชื้อราในดินเข้าสู่ลำต้นได้ง่ายในระยะพักฟื้นต้นไม้ หลังจากนั้นก็นำตะแกรงรองก้นกระถาง นำกรวดใส่ก้นกระถางเพื่อให้ระบายน้ำได้ดี ใส่ดินผสมลงไป แล้ววางต้นข่อยที่ตัดรากลง กลบด้วยดินปลูก รดน้ำให้ชุ่ม แล้วพักต้นไม้ไว้ใน

ที่ร่มรำไร ในระหว่างพักฟื้นต้องคอยดูแลเรื่องการให้น้ำ อย่าให้ดินแฉะมากจะทำให้รากเน่าได้ และจะต้องระบายน้ำได้ดี ต้นข่อยในระยะพักฟื้นต้องการความชื้นในอากาศสูง

การเปลี่ยนดิน   สำหรับต้นข่อยแล้วไม่ค่อยจะมีปัญหามากนัก ควรทำการเปลี่ยนดินให้ข่อยในต้นฤดูฝนหรือปลายฤดูแล้ง ประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม เมื่อทำการนำดินออกจากกระถางแล้ว เขี่ยดินออกให้เหลือดินติดต้นไว้พอควร ตัดรากแขนงบางเส้นที่แก่ออก เพื่อให้มีการแตกรากใหม่ ไม่ควรตัดรากแก้วหรือรากใหญ่อีก ถ้าหากรากที่โคนต้นในดินสวยควรเขี่ยดินออก การทำรากลอยเหนือดินซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อรากข่อยแต่อย่างใด นำกรวดขนาดเล็กรองก้นกระถาง ใส่ดินผสมลงไปพอสมควร วางต้นข่อยที่ตัดแต่งรากแล้วลงในกระถาง เติมดินปลูกให้เต็มกระถาง รดน้ำให้ชุ่ม แล้วนำไปพักไว้ในที่มีความชื้นสูง รอจนต้นข่อยออกใบใหม่ แล้วนำออกเลี้ยงตามปกติ

การให้ปุ๋ย เหมือนกับการให้ปุ๋ยต้นมะสัง

บอนไซ  " ข่อย"

บอนไซ ” ข่อย”

??????????

การปลูกบอนไซ มะสัง

การปลูกบอนไซ มะสัง

??????????

บอนไซ ” มะสัง “

     บอนไซต่างประเทศ บอนไซที่สั่งมาจากต่างประเทศนั้น ก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ขุดจากป่ามากนัก เนื่องจากก่อนการนำเข้าประเทศ ส่วนมากมักจะถูกล้างรากก่อน แล้วห่อหุ้มรากด้วยมอสส์แห้งหรือสาหร่ายแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม (ต้นไม้ทุกชนิดไม่ชอบให้รากฝอยอยู่ในอากาศ หรือหุ้มด้วยมอสส์โดยปราศจากดิน) ถึงจะนำเข้าประเทศได้ ข้อดีก็คือ ต้นไม้ถูกเลี้ยงอยู่ในกระถางบอนไซอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นระบบรากของต้นไม้จะสมบูรณ์ และพร้อมที่จะเจริญเติบโตต่อไปถ้าหากได้รับการปลูกลงในกระถางอย่างดี ดินผสมที่ถูกต้อง ปัญหาใหม่มักจะขึ้นกับดินฟ้าอากาศเสียเป็นส่วนมาก ไม้แคระบางพันธุ์เป็นต้นไม้ที่ชอบขึ้นในเมืองหนาวโดยเฉพาะ เช่น สนจูปิเตอร์ ( Juniperus chinensis) สนดำ ( Pinus thunbergil) สนเข็มห้าใบ  Pinus parviflora)  ควินส์  (Chaenomeles sinesis) เมเปิล  (Acer paimatum)  อาซาเลีย  (Rhododendron indicum) ฯลฯ เป็นต้น ต้นไม้เหล่านี้เมื่อปลูกเลี้ยงในที่ๆอากาศเปลี่ยนแปลงมักจะอ่อนแอ มีความต้านทานโรคน้อย ในการปลูกเลี้ยงจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดียิ่งเท่านั้น ไม้แคระเหล่านี้จึงจะรอดอยู่ได้

การเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ เป้นวิธีที่ลงทุนน้อยกว่าสองข้อแรก แต่จะต้องมีความอดทน รอจนกว่าต้นไม้จะโตพอที่จะทำเป็นบอนไซ การทำบอนไซด้วยวิธนี้จะได้รับผลที่คุ้มค่า เนื่องจากสามารถดัดทรงต้น (FORM) ได้ตามความต้องการตั้งแต่ต้นไม้ยังเล็กๆ การทำกิ่งก้านสาขาก็สามารถกระทำได้อย่างถูกต้อง พันธุ์ไม้ที่ใช้ทำเป็นบอนไซนั้นมีอยู่มากชนิด  แต่ละชนิดก็มีความต้องการในเรื่อง ดินปลูก การให้น้ำ การให้ปุ๋ย ขนาดของกระถาง แสงแดดไม่เท่ากัน บางต้นเลี้ยงง่าย บางต้นเลี้ยงยาก บางต้นเหมาะที่จะทำเป็นบอนไซขนาดใหญ่  บางต้นเหมาะที่จะทำเป็นบอนไซขนาดเล็ก

ผู้ เขียนได้พยายามศึกษาถึงนิสัย และความต้องการของต้นไม้เหล่านี้ พยายามรวบรวมรายละเอียดในวิธีการปลูกเลี้ยง และได้สอบถามถึงประสบการณ์ของผู้เลี้ยงบอนไซหลายท่านเท่าที่จะกระทำได้ ซึ่งวิธีการนี้อาจจะไม่เหมือนกับที่อีกหลายท่านได้ศึกษาค้นพบ เพราะฉะนั้น วิธีปลูกเลี้ยงบอนไซที่จะเขียนถึงนี้อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด  แต่คงจะมีประโยชน์บ้างวำหรับผู้เริ่มเลี้ยงไม้แคระอีกหลายๆท่าน

การปลูกบอนไซ  ” มะสัง ”

ดินปลูก   ควรผสมดินให้ ใกล้เคียงกับธรรมชาติที่มะสังขึ้นอยู่ตามป่า ดินที่มะสังชอบขึ้นมักจะเป็นดินทรายที่ละเอียด ฉนั้นในการเตรียมดินปลูกใช้ดินร่วน 5 ส่วน (ดินเหนียวไม่ควรใช้อย่างยิ่ง) ทรายละเอียด 4 ส่วน ใบไม้ผุหรือปุ๋ยคอก 1 ส่วนผสมให้เข้ากัน

การเตรียมดินปลูก

การเตรียมดินปลูก

การปลูกลงกระถาง   ในที่นี้จะไม่กล่าวถึง มะสังเพาะเมล็ด จะกล่าวถึงเฉพาะมะสังที่ขุดจากป่าหรือที่เรียกว่า มะสังตุ้ม (ดิน) เพราะเหตุว่ามะสังเพาะเมล็ดไม่ค่อยจะมีปัญหาในเรื่องการปลูกลงกระถางบอนไซ เท่าใดนัก เนื่องจากมะสังที่เพาะเมล็ด มักจะปลูกด้วยดินสวนทั่วไป ดินเหนียวผสมด้วยกาบมะพร้าวชิ้นเล็กๆ  โดยคำนึงแต่เพียงการระบายน้ำให้ดีเท่านั้น ต้นไม้ชินกับดินเหนียวตั้งแต่ต้นเล็กๆจึงไม่มีปัญหาเรื่องรากเน่า และเมื่อนำมาปลูกลงกระถางบอนไซ ระบบรากก็ไม่ตัดทอนมากมายเหมือนมะสังที่ขุดจากป่า เนื่องจากส่วนใหญ่แล้ว ต้นมะสังที่ขุดจากป่านั้นมักจะเหลือรากอยู่ในตุ้มดินไม่มากนัก ถ้าหากตุ้มไหนมีรากมากหน่อยก็จะมีโอกาสรอดได้มากกว่าตุ้มที่มีรากเพียงไม่ กี่เส้น โดยธรรมชาติแล้วเมื่อมะสังถูกตัดรากแก้วซึ่งมีขนาดย่อมกว่าลำต้นเล็กน้อย ต้นมะสังจะสร้างเปลือกหุ้มส่วนที่ถูกตัดนั้น ถ้ามะสังต้นเล็กๆก็จะหุ้มได้เร็ว ถ้ามะสังต้นใหญ่ก็จะกินเวลากว่ามาก ในระหว่างที่เปลือกหุ้มรากอยู่นั้นอาจทำให้เชื้อราเข้าสู่ลำต้น ถ้าหากดินในตุ้มแฉะเกินไปทำให้แผลเน่าลุกลามไป อาการที่สังเกตได้ง่ายก็คือ มะสังจะชงักการแตกยอดและยอดที่เหลืออยู่จะดำไหม้เหี่ยวแห้งตายไปในที่สุด ฉนั้นเมื่อพักไม้ตุ้มไว้ควรที่จะระมัดระวังเรื่องการระบายน้ำให้มาก

การปลูกลงกระถาง

การปลูกลงกระถาง

เมื่อซื้อมะสังที่เป็นไม้ตุ้มหรือไปขุดมาแล้วควรพักไม้ตุ้มเหล่านี้ไว้ สักระยะหนึ่ง หรือเปลี่ยนจากตุ้มลงกระถางปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่กว่าตุ้ม พักไม้ไว้ในที่ร่มรำไรและที่ๆมีความชื้นสูง อย่าให้ดินแฉะ ระหว่างพักฟื้นไม่ควรโยกย้ายกระถางหรือตุ้มดินโดยไม่จำเป็น เพราะจะทำให้ต้นไม้ชงักงัน เมื่อมะสังแตกใบใหม่แข็งแรงแล้ว ให้นำออกเลี้ยงกลางแจ้งตามปกติ ไม่ควรวางกระถางหรือตุ้มดินบนพื้นดิน เพราะจะทำให้มะสังแตกรากลึกลงในดิน จะทำให้ยากแก่การเข้ากระถางบอนไซในภายหลัง

เมื่อตกแต่งต้นได้รูปทรง

เมื่อตกแต่งต้นได้รูปทรง

หลังจากมะสังพักฟื้นเหล่านี้แตกกิ่งก้าน มีใบเขียวจัด หนาแข็ง ก็ถึงเวลาเปลี่ยนจากตุ้มหรือกระถางพักลงสู่กระถางบอนไซต่อไป ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 6 เดือนหรือกว่าเล็กน้อย นำมะสังออกจากตุ้มหรือกระถางพัก ตัดกิ่งก้านที่ไม่ต้องการออกให้หมด กิ่งจำเป็นที่จะเก็บไว้ควรตัดให้สั้น เด็ดใบออกให้หมดเพื่อกันการระเหยน้ำเลี้ยงออกจากต้น

การเปลี่ยนดิน   ควรทำการ เปลี่ยนดินทุกๆ 2 ปีถ้าเป็นกระถางเล็กๆควรเปลี่ยนดินทุกปี มะสังที่เลี้ยงในกระถางบอนไซ เมื่อรากแตกเต็มกระถางควรจะมีการเปลี่ยนดินให้ เพื่อความสมบูรณ์และมีการแตกรากใหม่ วิธีการที่ผู้เขียนกระทำอยู่ใช้วิธีล้างราก โดยเริ่มเด็ดใบเก่าทิ้งให้หมด (มะสังที่จะเปลี่ยนดินจะต้องมีใบแก่ทั้งต้น) นำดินออกจากกระถางด้วยเกรียงหรือมีดบาง กรีดดินด้านในกระถางโดยรอบ ใช้นิ้วมือดันก้นกระถาง ดินก็จะหลุดออกโดยง่าย นำดินมะสังไปแช่น้ำไว้ประมาณ 15 นาที แล้วใช้มือเขี่ยดินออก หรืออีกวิธีหนึ่งบางท่านใช้น้ำฉีดดินออกให้เหลือแต่ราก หลังจากนี้จนกว่าจะเปลี่ยนดินเสร็จควรระวังอย่าให้รากแห้ง ควรจะตัดรากแก่มากออกเท่าที่จำเป็น เพื่อมะสังจะได้แตกรากใหม่เสร็จแล้วใช้ตะแกรงลวดรองก้นกระถาง  ใส่กรวดเม็ดเล็กลงไป ใส่ดินผสมลงไปประมาณครึ่งกระถาง วางต้นมะสังที่มีแต่รากลงไป เทน้ำที่แช่มะสังในตอนแรกออกให้เหลือแต่ขี้โคลน นำขี้โคลนนี้ราดลงไปเคลือบรากมะสังให้ทั่ว เสร็จแล้วเอาดินผสมใส่ลงไปจนถึงขอบกระถาง ย้ายกระถางเปลี่ยนดินใหม่ไว้ในที่ร่มรำไรประมาณสองอาทิตย์ ก็ย้ายออกเลี้ยงตามปกติ

masang3a

 

การให้ปุ๋ย เนื่องจากมะสังเป็นต้นไม้ที่ชอบปุ๋ยมาก ฉนั้นผู้ปลูกเลี้ยงไม่ควรละเลยในการให้ปุ๋ยแก่มะสังเป็นประจำ ปุ๋ยที่ใช้ถ้าเป็นปุ๋ยเคมีควรผสมให้เจือจาง นอกจากนี้ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยปลาก็ได้ โดยให้ปุ๋ยประมาณสามเดือนต่อครั้ง

masang4a

ดูแลอย่างดี

 

นำมาจาก http://www.bonsaibaan.com

b61598c7da8586c0182b983dfe5b9e1a_0

การปลูกบอนไซ ตะโก

การปลูกบอนไซ ตะโก

2f863cef56d311d8b49bd4765d40a20a

ตะโกนา

         บอนไซต่างประเทศ บอนไซที่สั่งมาจากต่างประเทศนั้น ก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ขุดจากป่ามากนัก เนื่องจากก่อนการนำเข้าประเทศ ส่วนมากมักจะถูกล้างรากก่อน แล้วห่อหุ้มรากด้วยมอสส์แห้งหรือสาหร่ายแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม (ต้นไม้ทุกชนิดไม่ชอบให้รากฝอยอยู่ในอากาศ หรือหุ้มด้วยมอสส์โดยปราศจากดิน) ถึงจะนำเข้าประเทศได้ ข้อดีก็คือ ต้นไม้ถูกเลี้ยงอยู่ในกระถางบอนไซอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นระบบรากของต้นไม้จะสมบูรณ์ และพร้อมที่จะเจริญเติบโตต่อไปถ้าหากได้รับการปลูกลงในกระถางอย่างดี ดินผสมที่ถูกต้อง ปัญหาใหม่มักจะขึ้นกับดินฟ้าอากาศเสียเป็นส่วนมาก ไม้แคระบางพันธุ์เป็นต้นไม้ที่ชอบขึ้นในเมืองหนาวโดยเฉพาะ เช่น สนจูปิเตอร์ ( Juniperus chinensis) สนดำ ( Pinus thunbergil) สนเข็มห้าใบ  Pinus parviflora)  ควินส์  (Chaenomeles sinesis) เมเปิล  (Acer paimatum)  อาซาเลีย  (Rhododendron indicum) ฯลฯ เป็นต้น ต้นไม้เหล่านี้เมื่อปลูกเลี้ยงในที่ๆอากาศเปลี่ยนแปลงมักจะอ่อนแอ มีความต้านทานโรคน้อย ในการปลูกเลี้ยงจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดียิ่งเท่านั้น ไม้แคระเหล่านี้จึงจะรอดอยู่ได้

การเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ เป้นวิธีที่ลงทุนน้อยกว่าสองข้อแรก แต่จะต้องมีความอดทน รอจนกว่าต้นไม้จะโตพอที่จะทำเป็นบอนไซ การทำบอนไซด้วยวิธนี้จะได้รับผลที่คุ้มค่า เนื่องจากสามารถดัดทรงต้น (FORM) ได้ตามความต้องการตั้งแต่ต้นไม้ยังเล็กๆ การทำกิ่งก้านสาขาก็สามารถกระทำได้อย่างถูกต้อง พันธุ์ไม้ที่ใช้ทำเป็นบอนไซนั้นมีอยู่มากชนิด  แต่ละชนิดก็มีความต้องการในเรื่อง ดินปลูก การให้น้ำ การให้ปุ๋ย ขนาดของกระถาง แสงแดดไม่เท่ากัน บางต้นเลี้ยงง่าย บางต้นเลี้ยงยาก บางต้นเหมาะที่จะทำเป็นบอนไซขนาดใหญ่  บางต้นเหมาะที่จะทำเป็นบอนไซขนาดเล็ก

ผู้ เขียนได้พยายามศึกษาถึงนิสัย และความต้องการของต้นไม้เหล่านี้ พยายามรวบรวมรายละเอียดในวิธีการปลูกเลี้ยง และได้สอบถามถึงประสบการณ์ของผู้เลี้ยงบอนไซหลายท่านเท่าที่จะกระทำได้ ซึ่งวิธีการนี้อาจจะไม่เหมือนกับที่อีกหลายท่านได้ศึกษาค้นพบ เพราะฉะนั้น วิธีปลูกเลี้ยงบอนไซที่จะเขียนถึงนี้อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด  แต่คงจะมีประโยชน์บ้างวำหรับผู้เริ่มเลี้ยงไม้แคระอีกหลายๆท่าน

การปลูกบอนไซ  ” ตะโก “

การปลูกบอนไซ  " ตะโก "

การปลูกบอนไซ ” ตะโก “

การปลูกบอนไซ  " ตะโก "

การปลูกบอนไซ ” ตะโก “

ดินปลูก    ตะโก ที่ใช้ทำบอนไซเป็นต้นไม้ที่ขุดมาจากป่าทั้งหมด ไม่นิยมตอนกิ่งหรือเพาะเมล็ด เนื่องจากเจริญเติบโตช้า โดยธรรมชาติแล้วตะโกจะขึ้นในที่ดอน ไม่มีน้ำขัง ดินตุ้มที่ขุดมานั้นก็มีปุ๋ยและแร่ธาตุอยู่ไม่มากนัก ฉะนั้นเมื่อเปลี่ยนดินควรจะปรับปรุงดินในกระถางให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติและ ให้มีอินทรียวัตถุ ดินที่นำมาปลูกควรจะเป็นดินร่วนหรือดินจากท้องร่องสวนตากให้แห้ง ดิน 7ส่วนผสมใบไม้ผุ 3 ส่วน หรือใช้ดินลูกรังผสมกับปุ๋ยคอกในอัตราเดียวกันก็ใช้ได้

ดินปลูก ตะโก

ดินปลูก ตะโก

การเปลี่ยนดิน  ตะโกเป็นไม้ที่มีการแตกรากช้ากว่าพันธุ์ไม้บอนไซทั่วๆไป ระยะเวลาของการเปลี่ยนดินของตะโกขึ้นกับปริมาณดินในกระถาง ถ้าหากดินในกระถางมีปริมาณมากควรเปลี่ยนดินทุกๆ 3-4 ปี ถ้าหากเป็นไม้จิ๋วควรเปลี่ยนดินทุกๆ 1-2 ปี หรือจะสังเกตได้จากการแตกกิ่งก้านของต้นไม้ เมื่อตะโกได้รับการดูแลอย่างดีแล้ว ตะโกจะให้รายละเอียดของกิ่งก้าน และใบเพิ่มขึ้นมาก ขณะเดียวกันรากก็จะวิ่งวนอยู่ที่ก้นกระถางมากเช่นกัน ถ้าหากทิ้งไว้นานไป ตะโกมักจะทิ้งกิ่งและเหลือปริมาณกิ่งน้อยลง ใบมีจำนวนน้อยลง แต่จะแตกใบใหญ่ขึ้น ถ้ายังทิ้งไว้ต่อไปอีกใบจะเริ่มซีดเป็นสีเหลือง เนื่องจากรากไม่สามารถหาอาหารเลี้ยงใบได้เพียงพอ
การเปลี่ยนดินไม่ควรล้างรากตะโกถ้าไม่จำเป็น เนื่องจากรากฝอยของตะโกบอบบางขาดง่าย และมีประการหนึ่งตะโกไม่ชอบให้รากอยู่ในอากาศ คนโบราณบอกว่าจะทำให้รากปวดแสบปวดร้อน และจะทำให้รากแห้งโดยง่าย ฉะนั้นวิธีที่ดีแล้วควรจะให้ดินหุ้มรากอยู่เสมอในขณะเปลี่ยนดิน โดยการใช้มีดที่คมเฉือนดินรอบต้นออก และเฉือนดินก้นกระถาง (ส่วนมากมักจะมีแต่ราก) ประมาณ1-2 นิ้ว ให้ดินเหลือยู่ประมาณ 2 ใน 3 และในขณะที่เฉือนดินควรระวังอย่าให้ดินที่ติดต้นนั้นแตกร้าว ใช้กรรไกรบอนไซตัดแต่งรากที่โผล่ออกมาจากดินให้เรียบร้อย เสร็จแล้วเด็ดใบออกให้หมด รองก้นกระถางด้วยกรวดขนาดเล็ก หนาประมาณครึ่งนิ้ว ถ้ากระถางเล็กให้ลดลงตามส่วน ใส่ดินผสมรองก้นกระถางด้วยดินที่เตรียมไว้ วางตะโกที่แต่งดินไว้เรียบร้อยแล้วลงไป นำดินผสมหรือดินลูกรังใส่รอบๆตุ้มดินจนเต็มกระถาง รดน้ำให้ชุ่ม แล้วนำตะโกที่เปลี่ยนดินเรียบร้อยแล้วไปวางไว้ในที่ร่มรำไร จนกว่าตะโกจะแตกใบ แล้วนำออกเลี้ยงกลางแจ้งตามปกติต่อไป

การดูแล

การดูแล

การให้ปุ๋ย   การให้ปุ๋ยตะโกนั้นแตกต่างกันออกไป ปกติแล้วควรจะให้ปุ๋ยเคมีอย่างเจือจางหรือให้ปุ๋ยคอกประมาณ 2-3 เดือนต่อหนึ่งครั้ง และควรงดการให้ปุ๋ยในฤดูหนาว เนื่องจากตะโกเป็นต้นไม้ที่ที่มีการหยุดพักการเจริญเติบโตในฤดูหนาว ถ้าหากเป็นไม้จิ๋วอาจจะสามารถรดปุ๋ยได้บ่อยกว่าที่กล่าวมาแล้ว

การให้ปุ๋ย

การให้ปุ๋ย

 

มาจาก http://www.bonsaibaan.com

0img_1605

การตอนไม้ เพื่อทำบอนไซ

การตอนไม้เพื่อทำบอนไซ

กิ่งที่ดูสวยงาม

กิ่งที่ดูสวยงาม

คำ ว่า ตอน นี้เป็นภาษาไทยที่น่าพิศวง ถ้าใช้กับมนุษย์และสัตว์ก็หมายไปในทางลบ คือการกระทำเพื่อมิให้มีการแพร่พันธุ์ต่อไปเป็นการยับยั้งมิให้ปริมาณเพิ่มขึ้น แต่เมื่อนำมาใช้กับต้นไม้ การตอนกลับเป็นการกระทำเพื่อขยายปริมาณให้มาก การตอนต้นไม้เขาทำกันอย่างไร เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่กสิกรและนักเล่นต้นไม้ย่อมทราบกันอยู่ทั่วไป แต่เพื่อความสมบูรณ์ของเรื่องนี้ จึงขอนำมากล่าวไว้บ้าง

การ ขยายพันธุ์โดยวิธีตอนดีกว่าการปักกิ่งชำหลายประการ คือสามารถเลือกกิ่งใหญ่ๆรวมทั้งกิ่งสาขาตอนแยกออกมาได้เป็นต้นเดียว และอาจรักษาใบไว้ได้ด้วย ฉะนั้นเมื่อนำกิ่งตอนมาทำบอนไซ จึงใช้เวลาน้อยกว่ากิ่งชำหรือเพาะเมล็ด นอกจากนั้นยังอาจเลือกกิ่งที่มีรูปพรรณสัณฐานที่จะนำมาเป็นบอนไซที่งามต้น ใหม่อีกต้นหนึ่งได้ทันที และในเวลาเดียวกันอาจเป็นการแต่งต้นเดิมให้มีรูปทรงดีกว่าเก่า กิ่งตอนดีกว่าเพาะเมล็ดเพราะสามารถได้กิ่งใหญ่และไม่มีรากแก้วง่ายกว่าการ ปลูกและการตกแต่ง

การ ตอนต้นไม้ก็คือการกระทำแก่กิ่งไม้ให้เกิดเป็นแผลที่จะทำให้การส่งอาหารและ น้ำไปยังปลายและบริเวณกิ่งที่ต้องการตอนไม่สะดวก ทำให้กิ่งนั้นมีความจำเป็นต้องสร้างรากเพื่อหาอาหารของตนเอง และผู้ตอนก็ถือโอกาสนี้นำความชื้นไปพอกไว้ตรงบริเวณแผล รากก็ย่อมจะออกมาหาอาหาร เมื่อรากแก่ได้ขนาดก็ตัดเอากิ่งที่ติดรากนั้นออกมาปลูกเป็นต้นใหม่

การ ตอนต้นไม้แบ่งออกได้เป็นสองอย่าง คือตอนส่วนบนให้รอยตอนถูกอากาศได้ กับการตอนส่วนล่างคือ ใช้ดินทับหรือทาบกิ่งลงในดินมิให้รอยตอนถูกอากาศ การตอนส่วนบนอาจทำได้ 3 วิธี คือเมื่อเลือกบริเวณที่ต้องการจะตอนได้แล้ว วิธีแรกใช้ลวดทองแดงรัดและขันให้แน่นที่กิ่งต่ำลงมาสักหนึ่งนิ้วจากบริเวณ ที่ต้องการให้รากงอก วิธีนี้เป็นการห้ามมิให้รากส่งน้ำเลี้ยงและอาหารขึ้นไปสู่กิ่งที่ต้องการตอนทำนองเดียวกับคนที่ถูกงูกัด เราก็ใช้ผ้ารัดมิให้พิษงูแล่นขึ้นไปสู่หัวใจ การใช้ลวดทองแดงก็เพื่อมิให้เกิดสนิม ต่อจากนั้นก็ใช้กาบมะพร้าวหรือมอสที่ชุ่มน้ำหุ้มตรงรอยลวดมัดให้แน่น ขนาดของสิ่งที่หุ้มนี้ควรจะเป็นสามเท่าของขนาดของกิ่งเพื่อเก็บความชื้นได้ มาก และใช้แผ่นพลาสติคสใสหุ้มอีกชั้นหนึ่ง  ใช้ ลวดหรือเชือกมัดหัวมัดท้าย ตอนบนปล่อยให้ขอบพลาสติคยื่นเลยมอสออกไปเพื่อสะดวกในการรดน้ำ การใช้พลาสติคใสจะมีประโยชน์ที่ทำให้แสงแดดส่องถึง  และ เมื่อมีรากออกมาก็จะเห็นได้ง่าย เมื่อรากงอกออกแล้วอย่าใจร้อน ถ้ารีบตัดตั้งแต่รากยังอ่อนต้นไม้มักจะตาย ควรรอจนเห็นรากสีน้ำตาล การใช้เวลาตอนช้าเร็วเพียงไรสุดแต่ลักษณะของต้นไม้นั้น บางอย่างก็ออกรากเร็ว เช่นต้นไทรราว  15 วันก็ตัดกิ่งมาปลูกได้ บางอย่างช้าจนไม่น่าเชื่อ เคยตอนไม้ดัดชนิดหนึ่งที่มีผู้ได้มาจากเขมร ใบคล้ายๆตะโก แต่บางและยาวกว่า ต้องใช้เวลาถึง 4 เดือน ต้นไม้ของญี่ปุ่นบางชนิด เขาใช้เวลาเป็นปี

วิธี ที่สองใช้มีดเฉือนลงไปในกิ่งให้ลึกประมาณ 1 ใน 3 ของกิ่ง แล้วเอาเศษกระเบื้องหรือก้นกรวดเหน็บที่แผลไว้เพื่อป้องกันมิให้แผลกลับติด กัน วิธีที่สามก็ใช้วิธีปอกเปลือกอย่างที่เราตอนต้นไม้กันอยู่ทั่วไป วิธีนี้บางทีก็ทำให้กิ่งตายได้ เมื่อปอกเปลือกแล้วควรจะทิ้งไว้สักวันหนึ่ง  เพื่อให้แผลแห้งเปลือกจะไม่ได้ลามไปติดกันอีก        ขั้นต่อไปของสองวิธีนี้ก็คือการเอากาบมะพร้าวหรือมอสหุ้มและห่อด้วยแผ่นพลา สติคดังได้กล่าวไว้แล้วในวิธีที่หนึ่ง

ความ สำคัญเรื่องการตอนต้นไม้นี้ก็อยู่ที่ต้องรดน้ำทุกวัน อย่าให้ขาดน้ำ ถ้าปล่อยให้แห้งกิ่งอาจจะตาย และคอยสังเกตรากจนแก่ได้ที่แล้วจึงตัด ก่อนจะปลูกลงกระถางควรพยายามเอามอสที่ติดรากออกเสียก่อน ตอนนี้ต้องใช้ความประณีตหน่อย เพราะถ้าดึงไม่ดี รากจะขาดอาจทำให้กิ่งตายได้ ฉะนั้นถ้าเห็นว่าจะเอาออกไม่หมดได้ก็ปล่อยให้ติดรากไปจะดีกว่า ควรเอาลงปลูกกระถางธรรมดาเสียก่อน และอย่าลืมปักไม้มัดให้แน่น รอจนรากเต็มกระถางแล้วจึงเปลี่ยนลงกระถางบอนไซ ตอนนี้จะตัดแต่งรากอย่างไรก็จะไม่ตาย เมื่อลงกระถางบอนไซได้รูป

DSC_7498

การตัดกิ่งชำเพื่อทำบอนไซ

การตัดกิ่งชำเพื่อทำบอนไซ

                การ ตัดกิ่งปักชำบอนไซนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่นักเล่นต้นไม้กระทำกันอยู่ เกือบไม่ต้องมีการอธิบายในที่นี้ จึงใคร่ขอเสนอข้อเท็จจริงบางประการเท่าที่ได้พบมาเท่านั้น ตามธรรมดาต้นไม้ที่เป็นไม้ประเภทยืนต้นย่อมตัดกิ่งมาปักชำได้ เว้นแต่บางพวกที่มีโพรงในลำกิ่ง เช่น มะเดื่อใช้ปักชำได้ ไม้พวกมียางปักชำได้ง่ายกว่าไม้ธรรมดา เช่น ยางอินเดีย ไทร  จะ ขอเล่าวิธีปักชำของญี่ปุ่นเสียก่อน ซึ่งเข้าใจว่าจะนำมาใช้กับการปักชำในเมืองไทยไม่ได้ทั้งหมด เพราะพันธุ์ไม้และดินฟ้าอากาศแตกต่างกัน วิธีของญี่ปุ่นนั้นในเบื้องต้นเขาให้เลือกกิ่งที่แข็งแรงจากบอนไซเองที่โต เกินไปแล้วหรือจากต้นไม้ธรรมดา สำหรับไม้ชนิดที่ผลัดใบอยู่แล้ว ก็ตัดเอาจากต้นไม้ธรรมดา ตัดขนาดเพียง 2 นิ้วครึ่ง และถ้าเป็นไม้ที่มีใบอยู่ก็ตัดออกเสียราว 3 ใน 4 ส่วนของทุกใบคงเหลือไว้เพียง 1 ใน 4 การที่ต้องตัดใบออกเสียบ้างเช่นนี้เพื่อป้องกันมิให้น้ำระเหยจากกิ่งมากเกิน ไป รอยกิ่งที่ตัดมาจะแต่งด้วยมีดคมๆ ตัดครั้งเดียวให้ขาดเป็นรูปปากฉลาม การใช้มีดคมตัด ดีกว่าการใช้กรรไกร เพราะการหนีบด้วยกรรไกรทำให้กิ่งช้ำ ญี่ปุ่นเขาใช้วิธีชำต้นไม้หลายๆกิ่งรวมกันในกระถางเดียว กระถางชำเตรียมดินร่วนไว้ไม่ต้องใส่ปุ๋ย บางคนก็ใช้ผงฮอร์โมนสำหรับต้นไม้ทารอยแผลที่ตัดไว้เสียก่อนเพื่อทำให้รากออก เร็ว แต่ข้อนี้ไม่ใช่เป็นของจำเป็นเขาปักกิ่งไม้ลงในดิน 3 ใน 4 ส่วน ของความยาวของกิ่งตัดไว้ และห้ามมิให้ฝังใบติดลงไปในดินด้วย รดน้ำด้วยกระป๋องฝักบัว เพื่อให้กำลังน้ำอ่อนจะได้ไม่พัดกิ่งโยก  ใน ระยะแรกเขาจะหาที่วางกระถางให้ร่มๆไว้ก่อน และรดน้ำวันละหลายครั้ง ทำให้ใบชุ่มน้ำอยู่เสมอ หลังจากนั้นสองสัปดาห์จึงเอาออกมาเพื่อจึงเอาออกมาให้ถูกแดดเฉพาะตอนเช้า วันละสัก 2-3 ชั่วโมง ต่อมาอีกสัก 1-2 เดือน จึงยกกระถางออกมาให้ถูกแดด เต็มที่ แล้วก็เริ่มให้ปุ๋ยอ่อนๆได้ญี่ปุ่นเขาจะแยกกิ่งจากกระถางรวมภายหลังการปังกิ่ง 1 ปี และต้องใช้เวลาดัดตัดแต่งอีกราว 4-5 กิ่งที่ปักชำจึงจะเจริญเติบโตมาเข้าลักษณะบอนไซตามที่เจ้าของต้องการ

สำหรับ การปักชำไม้ในประเทศไทยนั้น คิดว่าทำได้ง่ายกว่าในญี่ปุ่นมาก เพราะอากาศของเรามีความชื้นมากกว่าและทั้งไม่มีฤดูหนาวอันจะก่อให้เกิดความ ความชะงักงันแก่ต้นที่เคยทำมาวิธีที่ตัดโคนกิ่งด้วยมีดด้วยมีดให้เป็นรูปปาก ฉลามนั้นเหมาะดี เพราะโคนกิ่งจะเน่ายากหน่อย แต่ก็เคยใช้ยากันเน่าหรือปูนแดงทาเสียก่อนด้วย ก็ช่วยได้มาก ข้อสำคัญอย่าให้โคนเน่าเสียก่อนก็มีหวังแตกราก

ดินที่ใช้ในการปักชำบอนไซเคยใช้ดินล้วนๆก็มี ทรายล้วนก็มี แต่บางทีก็ลองผสมให้ดินร่วนก็มี แต่บางทีก็ลองผสมให้ดินร่วน  เช่น ใส่ทรายและอิฐหักลงไปด้วยก็เห็น ก็เห็นกิ่งชำแตกรากอยู่เสมอ แตกเร็วบ้างช้าบ้าง แล้วแต่อายุ ของกิ่งและฤดูที่ปักชำเห็นว่าการปักชำในระหว่างฤดูฝนให้ผลแน่นอนกว่าฤดูแล้ง หรือหนาว แตกรากอยู่เสมอ  ต่อมาเมื่อปักชำหลายครั้งเข้าก็พบว่าอีกวิธีหนึ่งได้ผลมากกว่าจึงขอนำมากล่าวไว้ในที่นี้ด้วย  คือ การใช้ขี้เถ้าแกลบ ใช้กระถางขนาด 4-6 นิ้ว ชั้นล่างใส่อิฐหักทุบก้อนเล็กๆ รองกันไว้สัก 1 นิ้ว ตอนบนใส่ขี้เถ้าแกลบขึ้นมาจนเต็ม รดน้ำและกดให้แน่น นำกิ่งชำที่แต่งไว้เรียบร้อยแล้ว คือตอนโคนตัดด้วยมีดคมเป็นรูปปากฉลามทาแผลที่โคนด้วยยากันเน่าหรือปูนแดง กิ่งชำไม่ควรยาวเกิน 6 นิ้ว เพราะเกรงว่าน้ำเลี้ยงจะขึ้นไปไม่ถึงยอด ใบที่ติดกิ่งอยู่ตอนโคนปลิดออกเหลือแต่ใบตอนบน ใบที่เหลือก็ควรขลิบออกเสียสักครึ่งหนึ่งหรือ 3 ใน 4 เพื่อมิให้คายน้ำในต้นมาก ใช้ไม้ปักขนาบกิ่งและผูกเชือกให้แน่น เพื่อกันมิให้โยกเมื่อถูกลมหรือรดน้ำการชำนี้แยกชำกระถางละ 1-3 กิ่งเท่านั้นมิได้ชำรวมมากๆกิ่งแบบญี่ปุ่น ฉะนั้นถ้าหาขวดปากกว้างได้ เช่น ขวดกาแฟผงก็ใช้ขวดครอบกิ่งไว้อีกชั้นหนึ่ง ปากขวดแคบกว่ากระถางก็จะเหลือที่ของกระถางให้รดน้ำได้ หรือจะใช้ถุงพลาสติคใสหุ้ม แทนขวดก็ได้ วิธีนี้จะช่วยเก็บความชื้นไว้ได้มาก ทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อย กิ่งไม้ชำอยู่ในขี้เถ้าแกลบนี้ สัก 2-3 สัปดาห์ก็จะเห็นกิ่งใหม่และใบใหม่แตกออกมา รออีกสัก 2-3 สัปดาห์เมื่อเห็นว่าใบใหม่แก่ดีแล้วก็แสดงว่า มีรากแตกมากก็แยกออกปลูกในกระถางและใช้ดินได้  ตอน ที่เอาออกจากกระถางชำจะเห็นราแตกเต็ม การที่ใช้ขี้เถ้าแกลบซึ่งโปร่งและเบาทำให้ช่วยรักษารากมิให้ขาด ฉะนั้นขี้เถ้าแกลบที่ติดรากอยู่บ้างก็ไม่จำเป็นต้องล้างออก ปลูกลงดินไปเลยก็ได้ ถ้านำมาล้างขี้เถ้าแกลบออกเสียก่อนอาจทำให้รากขาดได้

ไม้ ที่นำมาปักชำนั้น โดยปกติตัดจากตอนยอดของกิ่งและเป็นไม้ขนาดเล็กความยาวไม่ควรเกิน 6 นิ้ว กิ่งลักษณะนี้มักปักชำได้ง่าย แต่มีข้อยกเว้นอยู่อย่างหนึ่ง คือต้นไทร กิ่งใหญ่มักปักชำได้ง่ายกว่ากิ่งเล็ก เคยลองตักกิ่งขนาดเท่าแขนยาวราวหนึ่งเมตร เอาลงมาปักลงในพื้นทรายเฉยๆโดยไม่ต้องใช้กระถางไม่เกิน  3 สัปดาห์ ก็แตกกิ่งอ่อนและรากพอจะขุดขึ้นจากกระถางได้แล้ว อย่างไรก็ดีกิ่งชำนี้เมื่อได้มาแล้วควรจะรีบทำการชำทันทีอย่าทิ้งไว้นาน อัตราการออกรากจะสูงมากกิ่งที่ทิ้งไว้ 2-3 วันแล้วจึงชำมักจะออกรากยาก เว้นแต่ได้มีการรักษาความชื้นของกิ่งช่วยไว้บ้าง เช่น แช่น้ำทางโคนกิ่งหรือพรมน้ำให้ชุ่มใส่ถุงพลาสติคเป่าลมมียางรัดแน่นไว้ ก็จะช่วยให้การชำได้ผลกว่าที่จะปล่อยกิ่งตัดไว้ตามบุญตามกรรมหลายวันก่อนปักชำ

การตัดกิ่งชำ

การตัดกิ่งชำบอนไซ