You are here: Home » ข่าวสารในวงการ » ประวัติเกี่ยวกับบอนไซของจีน

ประวัติเกี่ยวกับบอนไซของจีน

ประวัติของบอนไซ

บอนไซของจีน

บอนไซของจีน

ศิลปะการจัดสวนเพื่อตกแต่งพระราชวังในประเทศจีนได้มีมาตั้งแต่เมื่อราวสองพันปีก่อนคริสต์ศักราช

ดังบันทึกในสมัยราชวงศ์ฮั่นของจีนในช่วงราว 206 ก่อนคริสต์ศักราช ถึงราว ค.ศ. 220 มีบันทึกของศตวรรษที่สามและสี่ระบุว่าประเทศจีนเริ่มมีการปลูกต้นไม้ในกระถางเรียกว่า Pun-sai ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไม้ดอก เช่น เบญจมาศ ฯ ต่อมามีบันทึกกล่าวถึงการจัดสวนที่ประกอบด้วยหินและต้นไม้ในภาชนะที่เรียกว่า เผินจิ่ง (penjing) ตั้งแต่ช่วงราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618–906) ต่อมาเผินจิ่งได้แพร่หลายออกไปยังประเทศญี่ปุ่นซึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นนี่เองที่ไม้แคระได้ถูกเรียกขานกันในภาษาญี่ปุ่นว่า “บอนไซ”

ในประเทศจีนเองศาสตร์ของเผินจิ่งได้หยุดชะงักไปในช่วงยุคการปฏิวัติวัฒนธรรมของประเทศจีน เผินจิ่งกลายเป็นศาสตร์ที่ไร้สาระเป็นเรื่องของทุนนิยม  ผลงานเก่าๆจำนวนมากได้สูญหายไปและผู้ที่มีความรู้ในศาสตร์ของเผินจิ่งจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดและเพื่อถ่ายทอดความรู้ศาสตร์ด้านนี้ไปยังอนุชนรุ่นหลัง  ศาสตร์ของเผินจิ่งเพิ่งจะมีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ในช่วงยี่สิบกว่าปีมานี้เองที่ทางการจีนยินยอมให้มีการฟื้นฟูศาสตร์ของเผินจิ่งขึ้นมาใหม่

บอนไซของจีน

บอนไซของจีน

บอนไซของจีน

บอนไซของจีนหรือที่จีนเรียกว่าเผินจิ่งเป็นศิลปะการสร้างสวนในภาชนะเล็กๆ  คำประกอบด้วยสองส่วน “เผิน” หมายถึงกระถางหรือภาชนะ และจิ่ง หมายถึง ภาพวิวทิวทัศน์ ผู้สร้างอาจใช้ต้นไม้และหินธรรมชาตินำมาสร้างเพื่อจำลองหรือสื่อถึงภูเขา, ลำธารหรือเกาะแก่ง  ผู้สร้างอาจออกแบบอย่างเรียบง่ายโดยการใช้ต้นไม้เพียงต้นเดียวเป็นองค์ประกอบรวมทั้งหมด

เผินจิ่งมีรูปแบบของตัวเองซึ่งจะแตกต่างจากบอนไซของประเทศอื่นๆ  ซึ่งเหตุผลก็คือรูปแบบของเผินจิ่งจีนแทบจะไม่เปลี่ยนเลยในช่วงเจ็ดสิบแปดสิบปีมานี้   เผินจิ่งจีนและบอนไซญี่ปุ่นจะเหมือนกันมากเมื่อสมัยก่อน  แต่เมื่อเวลาผ่านไปบอนไซญี่ปุ่นได้มี่การพัฒนาไปอย่างมากขณะที่เผินจิ่งจีนยังคงรูปแบบเดิม  ดังจะเห็นได้จากภาพถ่ายบอนไซญี่ปุ่นที่จัดแสดงครั้งแรกที่กรุงลอนดอนในปี ค.ศ.1902 หากเปรียบเทียบกับบอนไซในยุคปัจจุบันแล้วจะเห็นข้อแตกต่างอย่างมาก   วัฒนธรรมแบบปิดมานานหลายสิบปีและการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนในช่วง ค.ศ.1949 ถึง 1970 แทบจะทำให้ศิลปะการสร้างเผินจิ่งสาบสูญไปจากจีน โชคดีที่ยังคงมีบางคนยังคงรักษาศิลปะของเผินจิ่งนี้ไว้ให้รอดพ้นจากช่วงวิกฤตมาได้ตราบจนทุกวันนี้

มีโรงเรียนสอนศิลปะเผินจิ่งจำนวนมากในประเทศจีน  ทุกโรงเรียนจะมีรูปแบบของตนเอง เผินจิ่งทางเหนือจะแตกต่างจากเผินจิ่งของทางภาคใต้    เผินจิ่งทางภาคตะวันตกจะแตกต่างจากเผินจิ่งจากภาคตะวันออก ความแตกต่างจะแตกต่างทั้งรูปแบบของกระถาง, สีและรูปทรง  ผู้ปลูกเผินจิ่งทางภาคใต้ของจีนมักนิยมปลูกชาฮกเกี้ยน  เอม และ Bird plum cherry (Sageretia), ขณะที่ผู้ปลูกทางภาคเหนือเน้นต้น Podocarpus, และต้นสน

โดยทั่วไปเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเผินจิ่งจีนและบอนไซญี่ปุ่นแล้ว เผินจิ่งจะมีรายละเอียดน้อยกว่า  แต่เผินจิ่งจะมีรูปแบบอิสระมากกว่าและไม่เน้นเรื่องรายละเอียด  นิยมสร้างรากผิวดินและรูปร่างลำต้นและกิ่งที่บิดงอ  ประกอบกับหินที่สวยงามซึ่งเป็นที่นิยมในประเทศจีน   อีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจของเผินจิ่งก็คือรูปแบบ  รูปแบบที่เป็นอิสระขององค์ประกอบทำให้เผินจิ่งดูแปลกตาซึ่งสิ่งนี้เป็นหัวใจของศิลปะของการสร้างเผินจิ่ง  ภาพเขียนของจีนเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนโน้มน้าวในการสร้างเผินจิ่งโดยเฉพาะในรูปแบบของไม้ตกกระถางและไม้เอนชาย

ผู้ปลูกเลี้ยงเผินจิ่งชาวจีนจะมีความชำนาญเรื่องการใช้หินเข้ามาผสมผสานเพื่อสร้างผลงาน  ศาสตร์ของบอนไซ  ญี่ปุ่นได้ลอกเลียนศาสตร์การใช้หินของจีนได้อย่างยอดเยี่ยมและสามารถประยุกต์ได้เป็นศาสตร์ของตนเอง  เมื่อหินถูกนำเข้ามาเป็นองค์ประกอบร่วมกับต้นไม้  ผลงานที่ออกมาจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากการที่เราได้เห็นเผินจิ่งที่มีแต่ไม้อย่างเดียว  นี่เองที่ทำให้เผินจิ่งแตกต่างจากบอนไซญี่ปุ่นอย่างมาก  บางครั้งเราจะเห็นว่าหินและต้นไม้มีความงดงามที่แทบจะไม่แตกต่างกันเลย  หินที่นำมาเป็นองค์ประกอบบอนไซจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เป็นหินชิ้นเดียวแต่ประกอบจากหินหลายๆก้อนติดกันด้วยกาวหรือซีเมนต์  เทคนิคนี้ทำให้ได้ผลงานที่สวยงามโดยเฉพาะเมื่อจัดร่วมอยู่ในถาดหินอ่อนที่ใส่น้ำไว้ด้วย

ผู้ปลูกเผินจิ่งชาวจีนนิยมที่จะสร้างลำต้นให้มีรูปร่างบิดงอเป็นตะปุ่มตะปั่ม  มีรากที่ผิวดิน  นอกจากนี้ยังนิยมการทำต้นให้กลวงซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ปลูกเผินจิ่งชาวจีนซึ่งจะให้ความรู้สึกถึงอายุที่เก่าแก่ของไม้ รวมถึงซากไม้ด้วยที่ถูกนำมาใช้บ้างเหมือนกันถึงแม้จะไม่นิยมแกะซากอย่างบอนไซของญี่ปุ่น

พันธุ์ไม้ที่นำมาใช้สร้างเผินจิ่งของจีนมีอยู่ประมาณ  200 ชนิด แต่จะนิยมใช้ต้นไม้ที่มีใบเล็กมากกว่า การเก็บไม้จากธรรมชาติก็ไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับผู้ปลูกชาวจีนนักแต่ไม่ค่อยนิยมมากเท่าญี่ปุ่น

เผินจิ่งและบอนไซมีรูปแบบทางศิลปะที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก  เผินจิ่งเป็นรูปแบบเก่าซึ่งบอนไซได้นำมาประยุกต์  หากแปลตรงตัวแล้วคำว่าบอนไซในภาษาญี่ปุ่นจะแปลว่า ต้นไม้ในกระถาง  จะเห็นได้ว่าความหมายของคำว่า”บอนไซ” มีความหมายที่แคบกว่าคำว่า “เผินจิ่ง” ซึ่งหมายถึงภูมิทัศน์ในกระถาง

เผินจิ่งสามารถเห็นได้ในหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน  ชาวจีนเองได้แบ่งเผินจิ่งออกเป็นสองรูปแบบดังนี้:

  • เผินจิ่งต้นไม้(shumu penjing)   ต้นไม้จะเป็นองค์ประกอบหลัก  เผินจิ่งรูปแบบนี้จะใกล้เคียงกับบอนไซญี่ปุ่นมาก
  • เผินจิ่งภูมิทัศน์(shanshui penjing)  ต้นไม้เป็นเพียงองค์ประกอบๆหนึ่งเท่านั้นไม่โดยเด่น  องค์ประกอบอื่นๆ เช่น หิน, มอส, น้ำ ฯ   บางคนก็มีการแบ่งเผินจิ่งภูมิทัศน์ย่อยออกไปอีก  แต่ภาพรวมก็ยังคงเป็นภูมิทัศน์นั่นเอง

จุดมุ่งหมายของเผินจิ่งไม่เพียงการจำลองรูปแบบของธรรมชาติเท่านั้น  แต่จะต้องสร้างจิตวิญญาณให้ผลงานที่ออกมาด้วย   ฉะนั้นการสร้างเผินจิ่งจึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆเข้ามาประกอบด้วยไม่เพียงแค่ต้นไม้เท่านั้น  เช่นเดียวกับภาพเขียนทิวทัศน์จีน  เผินจิ่งเป็นศาสตร์ที่คล้ายกับศาสตร์การเขียนภาพทิวทัศน์ของจีน

ภาพรวมของงานที่สร้างออกมาให้ดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวจะค่อนข้างยาก  โดยเฉพาะในงานที่มีองค์ประกอบต่างๆมากมาย เช่นการจัดเผินจิ่งแบบน้ำและแผ่นดิน ซึ่งจะมีองค์ประกอบต่างๆเช่น ถาด, ต้นไม้, หิน, มอส, หญ้าเล็กๆ และน้ำ องค์ประกอบทั้งหมดจะต้องกลมกลืนกันและสามารถสื่อได้ถึงภาพทิวทัศน์ที่ผู้สร้างต้องการได้อย่าง งดงาม

การเลือกองค์ประกอบเป็นเรื่องที่ยากมาก  รวมถึงภาชนะที่จะใช้และตำแหน่งขององค์ประกอบต่างๆที่จะจัดวาง  ผู้สร้างต้องคำนึงถึงชนิดของต้นไม้, จำนวนของต้นไม้ที่จะใช้, ขนาด, ความคดงอของลำต้น และความทึบแน่นของกลุ่มใบ  เราต้องเลือกขนาดของหิน, สี, รูปร่าง, รายละเอียดของผิว  แต่สุดท้ายแล้วแต่ละองค์ประกอบที่เราออกแบบมาจะต้องกลมกลืนกันหมด  เมื่อนั้นเราก็จะได้ผลงานที่เป็นหนึ่งเดียว  ศาสตร์ของเผินจิ่งไม่ยึดถือกฎตายตัว  แต่ยึดถือกฎของธรรมชาติคือพยายามสร้างให้เหมือนกับงานนั้นได้ถูกธรรมชาติสร้างขึ้นมาไม่ใช่มนุษย์เป็นผู้สร้าง

บอนไซของจีน

บอนไซของจีน

ประวัติเกี่ยวกับบอนไซของจีน

ที่มา

http://www.bonsaisiam.com/archives/152